คำสอนเรื่องฤกษ์ยาม
พระพุทธเจ้าทรงประกาศถึงหลักคำสอน เรื่องฤกษ์ยาม
๑. คนเขลามัวถือฤกษ์ยามอยู่ ประโยชน์ย่อมล่วงเลยไป ประโยชน์เป็นตัวฤกษ์ของ
ประโยชน์ ดาวทั้งหลายจักทำาอะไรได้
๒. สัตว์ประพฤติสุจริตกายวาจาใจในเวลาเช้า เช้าวันนั้นย่อมเป็นเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น
ประพฤติสุจริตกาย วาจา ใจในเวลาเที่ยง เที่ยงวันนั้นย่อมเป็นเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น ประพฤติ
สุจริตกาย วาจา ใจในเวลาเย็น เย็นวันนั้นย่อมเป็นเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น จากข้อความดังกล่าวข้างต้น ในทางพระพุทธศาสนาเป็นการเน้นย้ำในการทำความดีเวลา
ใด นั่นคือ ฤกษ์ดีอยู่ในตัวอยู่แล้ว
ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ถือเรื่องฤกษ์ ถือความสุจริต ความสะดวกเป็นเกณฑ์
พระพุทธศาสนาให้ท าคุณงามความดี โดยไม่ต้องให้เชื่อว่าดีเพราะอาศัยเหตุภายนอก หากให้ท าดีที่
กาย วาจา ใจของตนหรือให้สร้างคุณงามความดีขึ้นเป็นพื้นฐาน เพื่อให้สิ่งอื่นๆ ถูกจูงให้ดีตามไปด้วย
พระพุทธเจ้าทรงประกอบคุณงามความดีแม้สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระองค์ก็
กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือ วันวิสาขบูชา ก็กลายเป็นวันส าคัญของ
โลก พระพุทธศาสนาเชื่อว่าความดี ความชั่ว กรรมดีกรรมชั่วนี้แหละที่ลิขิตวิถีชีวิต หรือกรรมที่ท านั้น
ย่อมปรุงแต่งคนให้ดีเลวต่างกัน
พระพุทธศาสนาถือว่าความดี ความชั่วที่เราท า แต่เพราะเราท าไว้หลายอย่างต่างๆ กัน
บางทีก็ดี บางทีก็ชั่ว ผลที่ได้รับจึงไม่เหมือนกัน และบางครั้งก็สลับซับซ้อนจนเหลือที่จะหาเหตุเบื้องต้น
และที่สุดได้ เมื่อพิจารณากันถึงรากฐานชั้นใน คือกรรมดีกรรมชั่วของคนแล้ว ผู้เรียนโหราศาสตร์บาง
คนก็อธิบายว่า ดวงดาวหรือท้องฟ้าเป็นคล้ายแผนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนเราต่างๆ กัน คนที่
ท ากรรมดีก็เกิดมาโดยมีแผนที่ท้องฟ้าบอกไว้ว่าจะได้ดี คนที่ท ากรรมชั่วแผนที่ก็บอกไว้ว่าจะได้รับผล
ชั่ว เป็นการอธิบายโหราศาสตร์ให้มาสมคล้อยกับหลักท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่วอีกต่อหนึ่ง คือยอมรับว่า
ความดีความชั่วจูงสิ่งอื่น ๆ รวมทั้งก าหนด ให้คนหรือสัตว์เกิดในขณะที่ดวงดาวอยู่ในลักษณะดีหรือชั่ว ไม่ใช่ดวงดาวบังคับคนให้ดีชั่ว กรรมดีกรรมชั่วนั้นเอง จูงให้คนไปเกิดในที่ที่มีความสุข ความเจริญ ให้มี
สิ่งแวดล้อมดีงาม เรื่องของดวงดาวเป็นเพียงแผนที่อ่านกรรมดีกรรมชั่วของคนเท่านั้น