| ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ
คำนำ “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ของข้าพเจ้านี้ เดิมทีเดียวข้าพเจ้าได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์รายเดือนศิลปินเมื่อพุทธศักราช 2485 แต่ว่าไม่ทันจะลงได้จบ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็มีอันเป็นต้องหยุดชะงักลงกลางคัน บัดนี้ สำนักงานสุธรรม์ นาวานุเคราะห์ มาขออนุญาตจัดรวบรวมเพื่อพิมพ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า เมื่อ “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ของข้าพเจ้าซึ่งได้ตายไปแล้วตั้ง 20 ปีเศษ จะมีโอกาสได้ลุกขึ้นมาในวรรณศิลป์อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกมีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มอบต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ให้แก่สำนักงาน สุธรรม์ นาวานุเคราะห์ ตามความปรารถนา ความแท้จริงเท่าที่ตลาดหนังสือซึ่งกล่าวถึงตำราโหราศาสตร์แล้ว ร้อยทั้งร้อยเป็นตำราชนิดที่ขายของเก่ากันแทบทั้งนั้น ผู้เขียนและรวบรวมทุกรายเป็นบุคคลที่ชอบบริโภคตำราอย่างชนิดที่ไม่รู้จักลืมหูลืมตาด้วยกันเป็นส่วนมาก จะมีมติเป็นพิเศษบ้างก็เพียงนิดๆหน่อยๆ จะได้มีผู้ใดใครสักคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเอง โดยสรรสร้างตำราขึ้นให้ไว้เป็นสิ่งบริโภคของคนทั้งหลายบ้างก็ยังไม่มีเป็นตัวอย่าง ดังนั้น “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ จึงได้แหวกวงล้อมออกมาเป็นตัวของตน จริงอยู่เมื่อทางไปของโหราศาสตร์เกิดเป็นทาง 2-3 แพร่งขึ้นเช่นนี้ ฉะนั้น การที่จะหลีกเลี่ยงมิให้กระทบกระทั่งกันบ้างนั้นก็ย่อมเป็นวิธีที่จะปฏิบัติได้ยากมากอยู่สักหน่อย ขอท่านผู้มีใจเป็นธรรมพึงได้โปรดกรุณาเห็นเจตนาอันบริสุทธิ์ใจของผู้เขียนตามควรแก่กรณีด้วย และข้าพเจ้าขอกราบไหว้ท่านผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้ในวิทยาการประเภทนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย อายัณโฆษ (ขุนธนกิจวิจารณ์)
ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ ของ อายัณโฆษ เมื่อ พ.ศ.2481 ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องให้กับหนังสือพิมพ์รายเดือนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนึ่งเรื่อง โดยให้ชื่อเรื่องว่า (ควรเชื่อโหราศาสตร์หรือไม่) การเขียนเรื่องนั้นเป็นการระบายความรู้สึกในใจของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสในศาสตร์ลี้ลับนั้นเพียงไร แต่ว่าข้าพเจ้าเขียนไปในทางของข้าพเจ้า ไม่ใช่ลักษณะการเขียนตำราขึ้นซ้อนตำรับฉบับเก่า หรือจงใจจะให้กลายเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งซึ่งกันและกัน และถ้าบังเอิญที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องขอกราบไหว้ท่านโบราณจารย์โหราศาสตร์ทั้งหลายไว ณ ที่นี้ด้วย หลังจากเมื่อหนังสือฉบับนั้นได้ตีพิมพ์เสร็จไปแล้ว ข้าพเจ้าก็คอยเฝ้าสดับตรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้อยู่ด้วยความสนใจ จนกระทั่งหลายปีต่อมา ผลจึงปรากฏพอสรุปได้ว่า ข้อสังเกตนานาประการที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นนั้น พอไปได้ นิสัยของข้าพเจ้าไม่สู้จะลิงโลดในสักการใดๆอื่น เท่ากับงานของหนังสือที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียน และได้มีเกียรติเข้าอยู่ในการติชมของสาธารณะ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่ได้รับคำติชมนั่นแหละ คือ บำเหน็จรางวัลอย่างสูง ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเป็นที่พึงพอใจนักหนา ฉะนั้นจึงคิดอยู่ในใจมาช้านานว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสเมื่อใด ก็จะได้เสนอข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์เท่าที่ข้าพเจ้าได้พยายามคิดค้นและรวบรวมไว้ได้เพื่อขอรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้ทั้งหลายต่อไป ท่านจะเชื่อข้าพเจ้าหรือไม่ก็ตามแต่อัชฌาสัยเถิด แต่ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเรียนให้ท่านทราบสักหน่อยว่า ภายในระยะเวลา 30 ปีที่ล่วงมาแล้ว โหราศาสตร์ได้พาข้าพเจ้าไปพบกับความจริงอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด พิมพการบนนลาฏนรชนนั้นมีแน่ ท่านอย่าได้พึงพะวงสงสัยเลย ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ท่านศึกษารหัสโหราศาสตร์มาพอจะให้เห็นแจ้งรู้จริงได้เพียงใดเท่านั้น สำหรับความเห็นของข้าพเจ้าขอยืนยันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงของโลกที่สมควรจะศึกษาอย่างแท้จริง ความเป็นผู้รู้แจ้งในวิชาโหราศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวจะเป็นสิ่งขัดเกลาวิถีจิตให้กลมกล่อมและห่างไกลกับกิเลสทุกสถาน บังเกิดการรู้จักความประมาณหน้าประมาณหลังได้ถูกต้องกับกาละและเทศะ สองฝ่าเท้าจะยืนแนบแน่นอยู่บนพื้นปถพี อันสมบัติ สรรเสริญ นินทา เสมือนประดุจดั่งสังเวชสถาน นอกจากพุทธศาสตร์แล้ว จะไม่มีศาสตร์อื่นใดชี้ทางอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้แม่นยำเท่าโหราศาสตร์ การปฏิสนธิ ดำรงอยู่ในสภาวะฉันใด ตลอดจนการแตกสลายไป เป็นงานของโหราศาสตร์แขนงเดียวที่จะแจกแจงและจำแนกกรรมได้ถูกต้องและหมดจด มาเถิดท่านผู้เป็นที่รักทั้งหลาย ดิลกนาฏของท่านเจริญรูปวิไลลักษณ์ หรือวิกลวิกาลอัปรภาคเป็นไปในลักษณาการสถานใด ก็ขอจงได้โปรดลองนำเอาข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ของข้าพเจ้า ซึ่งได้ประมวลขึ้นโดยสังเขปนี้ไปประกอบการพินิจพิจารณาดวงชาตาราศีของท่านโดยรอบคอบเทอญ ดวงชาตาบุคคลเป็นส่วนมากทีเดียว เมื่อได้พิจารณาพระเคราะห์ในเรือนราศีต่างๆตลอดจนที่สถิตย์ของลัคนาแล้ว ไม่มีลักษณะแสดงดีแสดงร้าย แต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นก็บังเกิดผลดีผลร้ายอย่างสูงเป็นที่น่าประหลาด และบางดวงชาตาแสดงว่าจะวิบัติเห็นได้ชัดๆแต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นกลับบังเกิดความวิวัฒน์และพร้อมกันบางดวงชาตากำลังแสดงว่าจะประสบโชคมหาศาล แต่แล้วเจ้าของดวงชาตากลับได้รับความวิปโยคทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสก็มีดังนี้ ตามโบราณท่านว่าดวงชาตาทั้งสามลักษณะนี้ให้พิจารณาลัคนาในราศีเกณฑ์เสียก่อน คือ.- ลัคนาในราศีนะระ มีพระเสาร์(7) เป็นประจำ ลัคนาในราศีอัมพุ มีพระอังคาร(3) เป็นประจำ ลัคนาในราศีกีตะ มีพระราหู(8) เป็นประจำ ลัคนาในราศีปัสวะ มีพฤหัสบดี(5) เป็นประจำ พระเคราะห์ในลักษณะ นะระ อัมพุ กีตะ และปัสวะ ทั้ง 4 ตัวนี้ ถ้าปีใดทักษาจรมาเป็นศรีหรือกาลกิณีต้องลัคนาในราศีเกณฑ์นั้นๆ แล้ว ย่อมแสดงผลดีผลร้ายอย่างสูงและอย่างหนักมาก ตามเกณฑ์พยากรณ์ดังกล่าวนี้ สำหรับผู้ที่มีลัคนาในราศีอัมพุต้องหนักหนามากกว่าผู้มีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์อื่นๆ เพราะพระอังคาร(3) มีทางจักรเร็วรุดไม่เหมือนพระเคราะห์ใหญ่ทั้ง 3 ตัว คือพระเสาร์(7) พระราหู(8) และพระพฤหัสบดี(5) แปลความว่า ในระยะสิบปีจะต้องประสบโชคหรือไม่ก็เคราะห์ร้ายเสมอไป นี้ที่นำมากล่าวก็เพราะว่า ตำราท่านว่าไว้ในทำนองดังนี้ แต่ในทางสอบสวนค้นคว้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้พบเงื่อนงำว่า ความหมายของราศีเกณฑ์นั้น แท้จริงเพียงแต่จะแสดงสัณฐานของดวงชาตาเฉพาะแต่เมื่อเวลาตกฟากเท่านั้น มิได้มุ่งหมายล่วงเลยไปถึงการพยากรณ์ในปีปัจจุบันด้วย จริงอยู่กฏเกณฑ์ของราศีนะระ อัมพุ กีตะ และปัสวะ โดยมีพระเคราะห์ เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) พฤหัส(5) สถิตย์เสถียรมาแต่วันตกฟากโดยถูกต้องนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่า 80% เจ้าของดวงชาตาที่มีโชคดีได้มีพระเคราะห์นั้นๆ ดังที่กล่าวไว้ต่างก็พากันดีเด่นในลักษณะต่างๆกัน แต่กระไรก็ตามดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ตำราโหราศาสตร์นั้นไม่ใช่คัมภีร์ที่จะใช้เพียงแต่อ่านอย่างเดียว เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ต้องวินิจฉัยความหมายของท่านให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงจะถือเอาเป็นมติไว้ใช้พยากรณ์ได้ การอ่านหนังสือออก เด็กๆก็อ่านให้ท่านฟังได้ แต่การแปลความหมายของหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตำราโหราศาสตร์แล้ว ท่านจะต้องใช้เวลาพินิจพิจารณาให้มากสักหน่อย ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกๆคนย่อมจะจำชีวประวัติของตนๆได้ดีโดยมิต้องเสียเวลาไปสอบถามจากบุคคลผู้อื่นใด ฉะนั้น ถ้าบังเอิญท่านสอบสวนค้นคว้าหลักเกณฑ์อันใดได้แปลกไปกว่าเท่าที่ตำรากล่าวไว้สักชิ้นหนึ่งแล้ว ทางที่ดีก็ควรจะเอาหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นมาสอบกับชีวประวัติของท่านเข้าเท่านั้น ท่านก็จะทราบได้ว่าหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นถูกต้องตรงกับชีวประวัติของท่านหรือไม่ เมื่อสอบดูแล้วเห็นว่าแยบคายดี ท่านก็จดจำเอาไว้สำหรับใช้ทดสอบกับดวงชาตาของผู้อื่นได้ต่อไป และถ้าการพยากรณ์ให้แก่ผู้อื่นก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจจริงๆ ด้วยแล้วนั่นแหละ ท่านจึงควรจะยึดถือเอากฎเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้เป็นมติ หรือตำราอีกเล่มหนึ่งได้ ในเรื่องลัคนาสถิตอยู่ในราศีเกณฑ์ทั้งสี่ คือ นระ อัมพุ กีตะ และปัสวะนั้น ข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำให้ท่านทราบถึงเคล็ดลับ เพื่อผลพยากรณ์ปัจจุบันว่า เมื่อใดอายุของท่านมีทักษาโดยเฉพาะพระเคราะห์ เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) ทั้งสี่ตัวนี้ ถ้าตัวใดตัวหนึ่งทักษามาเป็นศรีหรือกาลกิณีแล้ว แม้ท่านจะมีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์ใดๆก็ตามทีเถิด แต่ในทางพยากรณ์นั้นจะต้องใช้กฎเดียวกันทั้ง 4 ลักษณะ ดังตัวอย่างเช่น ก.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ทับลัคนาแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”นะระ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ข.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตามถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ห่างจากลัคนาไปสี่ราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”อัมพุ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ค.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8)และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ขึ้นไปเล็งยันกับลัคนานับได้ 7 ราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”กีตะ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ง.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ห่างจากลัคนาไปสิบราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”ปัศวะ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ในเรือนสองของลัคนา คือ กฎุมพะ ในเรือนห้าแก่ลัคนาคือ ปุตตะ ในเรือนสิบและสิบเอ็ดกับลัคนา คือ กัมมะ และลาภะ ถ้ามีพระเคราะห์คู่ใดคู่หนึ่งประดิษฐานอยู่ตรงกับตำแหน่งแล้ว จะประเสริฐยิ่งนัก เพราะเคราะห์คู่นั้นมีอยู่ด้วยกัน 8 คู่ คือ :- พระเคราะห์ อาทิตย์(1) กับ ราหู(8) “ อาทิตย์(1) กับ อังคาร(3) “ จันทร์(2) กับ ศุกร์(6) “ จันทร์(2) กับ พุธ(4) “ อังคาร(3)กับ เสาร์(7) “ พุธ(4) กับ พฤหัสบดี(5) “ พฤหัสบดี(5)กับ ศุกร์(6) “ เสาร์ กับ ราหู(8) |
|



































































































