Category Archives: โหราศาสตร์ ๑๐ ลัคนา

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันเสาร์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามเสารี

วันเสาร์

วันเสาร์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามเสารี (06:00-07:30) เสารี กำลังดังช้างสาร กำแหงหาญฤทธานั้นปรากฏ ได้เมื่ออักขะโมขีมีพยศ เป็นกำหนดให้ยามตามเรื่องราว เป็นยามดี มีความสามารถมาก

วันเสาร์ ยามที่ 2 ยามยายี ยามครู (07:30-09:00) ยามครูพบพราหมณ์เอาเป็นผัว จำแลงตัวกรุ้งกริ้งเป็นหญิงสาว บำเรอรักภักดีไม่มีคราว ทุกค่ำเช้าชมชิดสนิทนอน เป็นยามดีทางหาคู่ แต่อาจจะโดนคนหลอกลวงได้ วันเสาร์ ยามที่ 3 ยามนคร ยามภุมมะ (09:00-10:30) ภุมมะ เกิดบุตรอันสุดรัก ชื่นบุญญลักษณ์เรืองฤทธิ์มหิศร สุขเกษมเปรมปราสถาพร ยังไม่จรจากสถานของมารดา เป็นยามดี จะได้ลาภ ได้บริวาร

วันเสาร์ ยามที่ 4 ยามยายี ยามสุริชะ (10:30-12:00) สุริชะ ลักพาบิดาหนี ข้ามคีรีห้วยธารละหานผา ไม่รอรั้งตั้งแต่จะรีบมา ยามนี้พากันหนีดีสุดใจ เป็นยามดีเหมาะแก่การหลบหนี

วันเสาร์ ยามที่ 5 ยามนคร ยามศุกระ (12:00-13:30) ศุกระ มาปะแม่น้ำกว้าง ยืนอยู่ข้างมหาชลาไหล เป็นยามดีหนีรอดตลอดไป ไม่มีภัยแผ้วพาลสำราญกาย เป็นยามดี หนีรอดปลอดภัย

วันเสาร์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามพุธะ (13:30-15:00) พุธะ นางยักษ์ประจักษ์เหตุ ชลเนตรคลอคลองลงนองสาย ไปตามลูกกับผัวแทบตัวตาย เป็นยามร้ายหมายจำเอาทำนอง เป็นยามไม่ดี ข้าวของเสียหาย ไม่ได้คืน ระวังจะสูญเสียของรัก มีความเศร้าโศก

วันเสาร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามจันเทา (15:00-16:30) จันเทา นางก็ถึงซึ่งพินาศ โอรสราชทดแทนพระคุณสนอง ไม่สู้ดียามนี้มักขัดข้อง นางจึงต้องมรณาชีวาวาย เป็นยามตาย ระวังอันตรายถึงชีวิต

วันเสาร์ ยามที่ 8 ยามเสารี (16:30-18:00) เสารี ได้เมื่อลูกรัก เจริญศักดิ์โสภาจะหาไหน ได้ครอบครองธานีไม่มีภัย สำราญใจทุกวันนิรันดร เป็นยามดี จะมีโชค ไม่มีอันตราย

คืนวันเสาร์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามโสโร (18:00-19:30) โสโร หนุมาณอันหาญกล้า รับอาสาทรงฤทธิ์อดิศร พบฤาษีเข้ากราบก้มประนมกร อาศัยนอนที่ศาลาในราตรี เป็นยามดี จะมีคนช่วยเหลือ อุปถัมภ์

คืนวันเสาร์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามพุโธ (19:30-21:00) พุโธ หนุมาณทะยานเหาะ หมายเอาเกาะลงกาอันเรืองศรี ก็เหาะตรงลงการาชธานี เป็นยามดีได้สมอารมณ์ลิง เป็นยามดี เดินทางไป จะประสบผลสำเร็จ

คืนวันเสาร์ ยามที่ 3 ยามยายี ยามรวิ (21:00-22:30) ยามรวิ ตริตรองมองเขม้น ก็แลเห็นธิดาพระยาหญิง สังเกตดูยลแยบน่าแอบอิง เห็นความจริงซื่อสัตย์ต่อภัสดา เป็นยามดี จะได้พบคู่แท้ หรือ พบเพื่อนที่จริงใจต่อกัน คืนวันเสาร์ ยามที่ 4 ยามนคร ยามชีโว (22:30-24:00) ชีโว ยอบกายถวายแหวน สีดาแสนเศร้าสร้อยละห้อยหา ชลไนยไหลหลั่งดั่งธารา นางโศกาฟูมฟายแทบวายปราณ เป็นยามไม่ดี จะประสบความเสียใจ เศร้าโศก

คืนวันเสาร์ ยามที่ 5 ยามนคร ยามศะศิ (00:00-01:30) ศะศิ บุตรพระพายถวายแล้ว เห็นนางแก้วโศกาน่าสงสาร แล้วลีลามาจากเยาวมาลย์ เข้ารุกรานหักสวนอสุรี เป็นยามไม่ดี ข้าวของเสียหาย ไม่ได้คืน

คืนวันเสาร์ ยามที่ 6 ยามยายี ยามศุกโกร (01:30-03:00) ศุกโกร ฆ่ายักษ์ลงม้วยมรณ์ ข่าวขจรทราบข่าวถึงยักษี อึกกะทึกกึกก้อง เป็นยามไม่ดี จะโดนปองร้ายจากศัตรู

คืนวันเสาร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามภุมโม (03:00-04:30) ภุมโม อินทรชิตรับอาสา ก็รีบมาสวนขวัญปะลิงใหญ่ จึงแผลงศรจับตัววานรได้ แล้วนำไปถวายพระบิดา เป็นยามไม่ดี จะแพ้ภัย

คืนวันเสาร์ ยามที่ 8 ยามโสโร (04:30-06:00) โสโร เกือบใกล้อรุณรุ่ง หนุมาณเผากรุงท้าวยักษา อัฏฐกาลสองสถานรำพันมา แม้นยาตราเลือกเดินดำเนินเอย เป็นยามไม่ดี ระวังไฟไหม้ จะสูญเสียทรัพย์สิน บ้านช่อง

 

 

“ดวงยอดขุนพล” “สูรย์จันทร์คุมเมษแล้ว ลัคน์สถิตย์ กุมภา ภุมพุธมังกรชิด ร่วมห้อง กรกฎพฤหัสติด ศุกร์คู่ ดวงแฮ เจ็ดแปดร่วมตุลย์พ้อง ยอดแท้ขุนทหาร.”

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันศุกร์ ยามที่ 1 ยามยายี ยามศุกระ

วันศุกร์

วันศุกร์ ยามที่ 1 ยามยายี ยามศุกระ (06:00-07:30) ศุกระ ยามมหาสถาผล พระสุธนมากำเนิดสนอง เป็นกษัตริย์ฟุ้งเฟื่องอันเรืองรอง ได้ครอบครองสมบัติสวัสดี เป็นยามดีมาก

วันศุกร์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามพุธะ (07:30-09:00) พุธะ พระได้มโนเรศ เป็นปิ่นเกษไกรราชบุรีศรี โฉมสำอางนางฟ้ากุมารี พระภูมีชื่นชมภิรมย์ทรวง เป็นยามดี จะประสบความสำเร็จ

วันศุกร์ ยามที่ 3 ยามยายี ยามจันเทา (09:00-10:30) จันเทา เยาวเรศเมื่อเหตุมี พบฤาษีนางสั่งถึงวังหลวง ว่าเศร้าโศกโศกาน้ำตาร่วง ดุจดวงหทัยจะใหลหลง เป็นยามไม่ดี จะมีทุกข์

วันศุกร์ ยามที่ 4 ยามนคร ยามเสารี (10:30-12:00) เสารี สามีเที่ยวตามหา แสนโศกามาในไพรระหง ถึงอาศรมฤาษีที่กลางดง พระโฉมยงไต่ถามพระสิทธา เป็นยามไม่ดี มีความทุกข์ ถ้าของหายไป ยังไม่ได้คืน

วันศุกร์ ยามที่ 5 ยามยายี ยามครู (12:00-13:30) ครู บาตาฤาษีก็ชี้ช่อง ดังทำนองนางสั่งไม่กังขา พระจดจำถ้อยคำแล้วอำลา ยามนี้หนาลำบากต้องจากกัน ได้ข่าว แต่ได้รับข่าวด้วยความยากลำบาก

วันศุกร์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามภุมมะ (13:30-15:00) ภุมมะ พระรีบไปดังใจหวัง ขึ้นขี่หลังนกใหญ่ข้ามไพรสณฑ์ ถึงไกรลาศยาตรเยื้องจรจรัล ข้ามเขตขัณฑสีมายังธานี เป็นยามดี เดินทางสะดวกปลอดภัย

วันศุกร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามสุริชะ (15:00-16:30) สุริชะ มาปะเมื่อนางสรง จึงให้ธำมรงค์อันเรืองศรี นางเห็นองค์บดินทร์ก็ยินดี กินรีสอดดูพระกุมาร เป็นยามดี เหมาะกับความรัก

วันศุกร์ ยามที่ 8 ยามศุกระ (16:30-18:00) ศุกระ พระได้เสวยสุข นิราศทุกข์สุขโขสโมสร ได้นางคืนชื่นจิตสนิทนอน สถาพรพูนสวัสดิ์อยู่อัตรา เป็นยามดี ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ

คืนวันศุกร์ ยามที่ 1 ยามยายี ยามศุกโกร (18:00-19:30) ศุกโกร โอฬารมหาวิเศษ เมื่อพระเวสสันดรอนาถา ได้ครอบครองธานีแสนปรีดา ฝูงประชาชมชื่นทุกคืนวัน เป็นยามดี จะได้ดีมีความสุข

คืนวันศุกร์ ยามที่ 2 ยามยายี ยามภุมโม (19:30-21:00) ภุมโม ยามนี้ร้ายให้ขัดขวาง ให้ทานช้างเผือกผู้ตัวขยัน พลเมืองเคืององค์พระทรงธรรม์ ก็ชวนกันครหาว่าไม่ดี เป็นยามร้าย จะมีคนนินทาให้ร้าย

คืนวันศุกร์ ยามที่ 3 ยามนคร ยามโสโร (21:00-22:30) โสโร ร้ายได้เมื่อบิดาโกรธ พิฆาตโทษสำทับต้องขับหนี ไม่เอาไว้ไล่พรากจากบุรี ด้วยทำผิดประเวณีแต่โบราณ เป็นยามไม่ดี ถ้ามีคดีความจะแพ้ จะถูกขับไล่ พลัดพรากจากกัน

คืนวันศุกร์ ยามที่ 4 ยามยายี ยามพุโธ (22:30-24:00) พุโธ โอ้นางมัทรีมิห่างผัว ยอมเอาตัวติดตามยามยุคเข็ญ สนองบาทบริกาคราจำเป็น ยามนี้เป็นเรื่องเศร้าอย่าเบาความ เป็นยามไม่ดี จะประสบความลำบาก มีความทุกข์

คืนวันศุกร์ ยามที่ 5 ยามยายี ยามรวิ (00:00-01:30) ยามรวิ ชีชูชกไปทูลขอ สองพระหน่อวรนารถดังมาตรหมาย ได้แล้วพามาเมืองอันเรืองพราย ฝูงอำมาตย์ทั้งหลายก็จับพลัน เป็นยามดี สู่ขอได้จะมีลาภ ต้นดีปลายร้าย

คืนวันศุกร์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามชีโว (01:30-03:00) ชีโว ชูชกขึ้นปราสาท ไทยธิราชเลี้ยงอิ่มไม่เดียดฉันท์ ท้องแตกตายวายชีพชีวัน ในยามนั้นว่าร้ายทำนายดู เป็นยามก้ำกึ่ง ต้นดีปลายร้าย อาจจะถึงฆาตได้ หากหลงไปกับความสุขเฉพาะหน้า

คืนวันศุกร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามศะศิ (03:00-04:30) ศะศิ เกณฑ์ช้างม้าโยธาทัพ ออกไปรับเวสสันดรที่บวชอยู่ ทั้งไพร่พลแห่ห้อมล้อมพรั่งพรู เสด็จสู่กรุงศรีบุรีรมย์ เป็นยามดี คนที่จากไปจะกลับมา มีโชคดี

คืนวันศุกร์ ยามที่ 8 ยามศุกโกร (04:30-06:00) ศุกโกร พระบิดาราชาภิเษก เป็นจอมเอกองค์กษัตริย์อันสูงสม เฉลิมมิ่งมงกุฎอันอุดม เป็นบรมสุโขภิญโญยศ เป็นยามดีมาก
 

 

“ดวงพระยาเทครัว” “ดวงชตาของพระยาเทครัวนี้ ลัคน์อยู่มีนาคมมาสมสู่ ในราศีกันยาพุธราหู เข้าคุมอยู่แต่กำเนิดพอเกิดมา หรือไม่ก็ลัคน์มีนาแต่ราหู กับพุธอยู่เมถุนนังระวังหนา อีกอนึ่งพึงพินิจพิจารณา ลัคน์กันยาห้าแปดอยู่ธนูมีน ดวงเช่นนี้อาจารย์ท่านขานไข อย่าไว้ใจแม่ของเมียยังเสียสิ้น เรื่องเข้าหอล่อกามาเป็นอาจินต์ ทั้งทาสินทาสีป่นปี้เอย.”

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที” วันพฤหัส ยามที่ 1 ยามนคร ยามครู

วันพฤหัสบดี

วันพฤหัส ยามที่ 1 ยามนคร ยามครู (06:00-07:30) ครู ยามรุ่งอรุณอบอุ่นจิต เป็นนิมิตยามดีมหาศาล เป็นยามของบัณฑิตใช่จิตพาล ดุลวิกาลจากไปไสวมา เป็นยามดี เป็นยามของผู้มีความรู้

วันพฤหัส ยามที่ 2 ยามยายี ยามภุมมะ (07:30-09:00) ภุมมะ พระได้เสวยราชย์ เอกราชฦาเลื่องเรื่องสนาม แต่รูปทรงของพระองค์ไม่สู้งาม ตำรายามนี้ว่าดีดังมีมา เป็นยามดี จะได้ลาภยศบรรดาศักดิ์

วันพฤหัส ยามที่ 3 ยามนคร ยามสุริชะ (09:00-10:30) สุริชะ พระมเหษี ชื่อประภาวดีเสน่หา ประคองเคียงเพียงดวงนัยนา ครองพาราเป็นสุขสนุกสบาย เป็นยามดี จะมีลาภ

วันพฤหัส ยามที่ 4 ยามยายี ยามศุกระ (10:30-12:00) ศุกระ ประภาวดีเธอหนีหาย ไปบุรีบิตุเรศอันเรืองฉาย กุศราชร้อนใจไม่สบาย เป็นยามร้ายร้อนรนพ้นประมาณ เป็นยามร้าย ถ้าของหายจะไม่ได้ข่าว

วันพฤหัส ยามที่ 5 ยามนคร ยามพุธะ (12:00-13:30) พุธะ ยามพุธพระกุศราช ไปตามนาฎถึงประเทศเขตสถาน ได้พบองค์นงเยาว์ลำเภาพาล แต่ภูบาลมิได้เข้าใกล้นาง เป็นยามดี หากของหาย จะได้ข่าว แต่ยังไม่ได้คืน

วันพฤหัส ยามที่ 6 ยามยายี ยามจันเทา (13:30-15:00) จันเทา ท้าวไทยพิไรร่ำ ทุกคืนค่ำศรดสลดหมาง ไม่สู้ดียามนี้เป็นปานกลาง มักจักร้างแรมรักประจักษ์ใจ เป็นยามปานกลาง จะพลัดพราก

วันพฤหัส ยามที่ 7 ยามยายี ยามเสารี (15:00-16:30) เสารี กุศราชชนะศึก ก็สมนึกยินดีจะมีไหน ทำสงครามยามนี้ต้องมีชัย จงจำไว้เป็นอย่างอย่าคลางแคลง เป็นยามดีมาก ถ้ามีคดีความ จะชนะความ หากแข่งขันจะชนะ

วันพฤหัส ยามที่ 8 ยามครู (16:30-18:00) ยามครูนี้ดีสุดกุศราช เสวยราชย์ดีทั่วกลัวทุกแห่ง สมดังจิตคิดไว้มิได้แคลง กุศลแต่งให้ได้ดีมีบุญญา เป็นยามดีมาก ทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จ

คืนวันพฤหัส ยามที่ 1 ยามยายี ยามชีโว (18:00-19:30) ชีโว อุตโมโอฬารล้ำ เวลาค่ำยามนี้ดีหนักหนา ได้เมื่อพระสัชนูกุมารา อาชาพาลดเลี้ยวเที่ยวหาเมีย เป็นยามดี เดินทางดี

คืนวันพฤหัส ยามที่ 2 ยามนคร ยามศะศิ (19:30-21:00) ศะศิ ได้พานพบประสบพักตร์ อารีรักร่วมใจจนได้เสีย ไม่อิ่มหนำค่ำเช้าเฝ้าคลอเคลีย หาลูกเมียยามนี้ดีสุดใจ เป็นยามดี จะได้ลาภ ได้คู่

คืนวันพฤหัส ยามที่ 3 ยามนคร ยามศุกโกร (21:00-22:30) ศุกโกร สัชนูพคู่ชื่น เสด็จคืนภาราอันผ่องใส อยู่ด้วยนุชประภาผู้ยาใจ ครองเวียงไชยชื่นชมภิรมยา เป็นยามดี จะได้คู่

คืนวันพฤหัส ยามที่ 4 ยามยายี ยามภุมโม (22:30-24:00) ภุมโม ชมชิดพิศวาส ด้วยนงนารถแน่งน้อยเสน่หา เสวยรมย์ชมสาวสวรรคยา ทั้งสองรารื่นเริงบันเทิงใจ เป็นยามดี จะมีความสุข

คืนวันพฤหัส ยามที่ 5 ยามนคร ยามโสโร (00:00-01:30) โสโร เมื่อม้าอาชาชาติ พานงนารถข้ามเขินเนินไศล ไปหาพระมารดาผู้ยาใจ แต่ยังไปไม่ถึงพอครึ่งทาง ถามถึงคนจากไป ออกเดินทางมาแล้ว แต่ยังมาไม่ถึง

คืนวันพฤหัส ยามที่ 6 ยามนคร ยามพุโธ (01:30-03:00) พุโธ มาอาศัยอยู่ในป่า พลัดกับม้านุชน้องยิ่งหมองหมาง มีโจรไพรใจกล้ามาพานาง อย่าเดินทางอันตรายจะราวี เป็นยามร้าย ถ้าออกเดินทางไป จะมีอันตราย

คืนวันพฤหัส ยามที่ 7 ยามยายี ยามรวิ (03:00-04:30) รวิ นางนงเยาว์สำเภาแตก ลำบากกายว่ายแหวกวารีศรี ห้ามมิให้เดินทางกลางนที เหตุจะมีเหมือนกันดังพรรณนา เป็นยามร้าย ห้ามเดินทางทางเรือ ไปแล้วจะมีเคราะห์

คืนวันพฤหัส ยามที่ 8 ยามชีโว (04:30-06:00) ชีโว สุริโยวโรภาส อนงค์นารถเดินไพรไกลหนักหนา ได้พบกับพาชีแสนปรีดา ก็ชักพากันไปดังใจปอง เป็นยามดี จะได้ลาภสมปรารถนา
 

 

 

“ลัคนาปฏิสนธิ” “พระจันทร์กุมลัคนาราชันโชค หรือเป็นโยคสามหน้าหรือสามหลัง ถ้าเป็นหกตกฤทธีมีพลัง เป็นสิบทั้งสิบเอ็ดเด็ดอุดม จะคุ้มครองป้องปัดพิบัติแบ่ง บาปเคราะห์แข็งหักโหดโทษทุกข์ถม จักแก้ไขให้อ่อนหย่อนระทม ดวงนิยมปฏิสนธ์ผ่อนปรนเอย.”

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันพุธ ยามที่ 1 ยามยายี ยามพุธะ

วันพุธ

วันพุธ ยามที่ 1 ยามยายี ยามพุธะ (06:00-07:30) พุธะ ได้เมื่อพระฉัตทันต์ จากสวรรค์มาเกิดในไพรระหง เป็นใหญ่กว่าฝูงช้างในกลางดง พระองค์ทรงศิลาบารมี เป็นยามดี ต่อไปจะมีอำนาจ บารมี

วันพุธ ยามที่ 2 ยามนคร ยามจันเทา (07:30-09:00) จันเทา นางเช้าก็แวดล้อม สะพรั่งพร้อมเป็นขนัดล้วนหัตถี อยู่เป็นสุขทุกทิวาและราตรี มิได้มีภยันอันตราย เป็นยามดี ได้บริวารดี เดินทางสะดวกปลอดภัย

วันพุธ ยามที่ 3 ยามยายี ยามเสารี (09:00-10:30) เสารี นี้ได้จุลสุพัตรา ผูกเวลาอาฆาตดังมาดหมาย ปองจะฆ่าพระยาฉัตทันต์ตาย เป็นยามร้ายศัตรูมักดูแคลน เป็นยามร้าย จะถูกศัตรูทำร้าย

วันพุธ ยามที่ 4 ยามนคร ยามครู (10:30-12:00) ครู นางผู้มเหสีไม่สร่างโศก บังเกิดโรคในทรวงเพราะหวงแหน อกแตกตายวายชีวงในดงแดน ยามนี้แสนสุดร้ายไม่อุดม เป็นยามร้าย หากถามถึงการเจ็บป่วย จะถึงตาย วันพุธ ยามที่ 5 ยามยายี ยามภุมมะ (12:00-13:30) ภุมมะ จุลสุพัตรวิบัติแล้ว เป็นนางแก้วบุตรหม่อมจอมสนม มีสมบัติพัสถานสำราญรมย์ นางก็ชมเชยชื่นทุกคืนวัน เป็นยามดี จะได้ลาภทรัพย์สมบัติ

วันพุธ ยามที่ 6 ยามยายี ยามสุริชะ (13:30-15:00) สุริชะ นางกษัตริย์จึงตรัสถาม จงใคร่นอนทแท่นงานอันเฉิดฉัน ชะอ้อนวอนบิดาแล้วจาบัลย์ ด้วยเวลามาทันให้บันดาล เป็นยามไม่ดี

วันพุธ ยามที่ 7 ยามนคร ยามศุกระ (15:00-16:30) ศุกระ พรานไพรน้ำใจกล้า รับอาสาท้าวไทยเข้าไพรสาณฑ์ เป็นยามดีได้สมอารมณ์พราน ไปพบพานโพธิสัตว์พระฉัตทันต์ เป็นยามดี เดินทางไปจะได้ลาภ ประสบความสำเร็จในการงาน

วันพุธยามที่ 8 ยามพุธะ (16:30-18:00) พุธะ โพธิสัตว์ก็เลื่อยงา ประทานมาให้พรานขมีขมัน แล้วพระองค์มรณะในป่าวัน ในยามนั้นต้องห้ามเป็นยามตาย เป็นยามร้าย ต้องห้าม

คืนวันพุธ ยามที่ 1 ยามนคร ยามพุโธ (18:00-19:30) พุโธ โพล้เพล้จะพลบค่ำ พระลอล้ำงามเลิศดูเฉิดฉาย จากนครจรมาเอกากาย ค่อยผันผายตามเกาะละเมาะดง เป็นยามไม่ดี ห้ามเดินทางจะมีอันตรายรออยู่ข้างหน้า

คืนวันพุธ ยามที่ 2 ยามยายี ยามรวิ (19:30-21:00) รวิ รอนแรมมาในป่ากว้าง ได้พบนางพี่เลี้ยงนวลระหง เจรจาพาทีไมตรีตรง ให้พระองค์อาศัยในอุทยาน เป็นยามดี จะได้ที่อยู่อาศัย

คืนวันพุธ ยามที่ 3 ยามยายี ยามชีโว (21:00-22:30) ชีโว ยามดีไม่มีแหนง ได้เพื่อนแพงโฉมงามทรามสงสาร ประคองเคียงเลี้ยงดูพระกุมาร แสนสำราญบานพระทัยไม่ไคลคลา เป็นยามดี จะได้เจอคู่ มีความสุข

คืนวันพุธ ยามที่ 4 ยามนคร ยามศะศิ (22:30-24:00) ศะศิ ตริตรึกไม่นึกแหนง อยู่ด้วยเพื่อนกับแพงโดยหรรษา เกษมสรวลชวนชมภิรมยา ในมหาอุทยานสำราญพระทัย เป็นยามดี จะประสบความสำเร็จ

คืนวันพุธ ยามที่ 5 ยามยายี ยามศุกโกร (00:00-01:30) ศุกโกร โอ้ ท้าวเธอเศร้าจิต ระลึกคิดถึงมารดาน้ำตาไหล ไม่สู้ดียามนี้มักตรอมใจ อุประมัยเหมือนความตามนิทาน เป็นยามไม่ดี มีความทุกข์ พบอุปสรรค

คืนวันพุธ ยามที่ 6 ยามยายี ยามภุมโม (01:30-03:00) ภุมโม เมื่อพระลอเจ้าพลัดพราก กำจัดจากมารดามหาสถาน พระปู่เจ้าเข้าดลกมลมาร อย่าทำการยามนี้ผีคะนอง เป็นยามไม่ดี ห้ามทำการ

คืนวันพุธ ยามที่ 7 ยามยายี ยามโสโร (03:00-04:30) โสโร พระลอวรนาถ คิดถึงนุชสุดสวาทเจ้าทั้งสอง ก็จรจากมารดามาหาน้อง ยามนี้ต้องต้นร้ายข้างปลายดี เป็นยามก้ำกึ่ง ต้นร้าย แต่ปลายดี

คืนวันพุธ ยามที่ 8 ยามพุโธ (04:30-06:00) พุโธ เมื่อพระลอดิลกภพ มาประสพสมนางอยู่ปรางศรี สุขเกษมเปรมปราทุกราตรี เป็นยามดีจงจำซึ่งตำรา เป็นยามดี จะประสบความสำเร็จ ได้คู่
 

 

 

 

“ดวงหมัน” “อังคารคุมกุมลัคน์ในราศี ทั้งสามมีพฤศจิกาอย่าสงสัย กรกฎและเมถุนวุ่นวายใจ ทายว่าไม่มีบุตรสุดพืชพันธ์ อนึ่งองค์ภุมเมศเป็นเจ็ดชัด พฤหัสเป็นห้าชตาหมัน เสาร์อังคารทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ในพฤศจิกกุมภะนั้นบุตรไม่มี.”

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันจันทร์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามจันเทา

วันจันทร์

วันจันทร์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามจันเทา (06:00-07:30) จันเทา รุ่งสว่างกระจ่างแจ้ง สุริแสงส่องฟ้าสุธาสถาน ได้เมื่อเจ้าโฆษกกุมาร เกิดในครรภ์จัณฑาลทรพล เป็นยามก้ำกึ่ง ได้ของมาแต่เป็นของไม่ดี หรือ ทั้งได้และเสีย

วันจันทร์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามเสารี (07:30-09:00) เสารี ว่าแม่แค่คลอดบุตร ก็แสนสุดยากไร้ไม่เป็นผล ร้อนรุ่มกลุ้มอกยกลูกตน ไปเสือกสนซ่อนไว้ในที่รก เป็นยามไม่ดี

วันจันทร์ ยามที่ 3 ยามนคร ยามครู (09:00-10:30) ครู ผู้เศรษฐีมาพบเข้า ก็อุ้มเอาอิงแอบไว้แนบอก เลี้ยงเป็นบุตรสุดสวาทในทารก ก็ยอมยกสมบัติให้ครอบครอง จะมีคนช่วยเหลือคอยอุปถัมภ์ จะได้ลาภไม่คาดฝัน

วันจันทร์ ยามที่ 4 ยามยายี ยามภุมมะ (10:30-12:00) ภุมมะ ฝ่ายเศรษฐีกลับพิโรธ กระทำโทษเฆี่ยนขับให้อับหมอง เป็นยามร้ายจงจำในทำนอง ท่านหมายปองทำร้ายเอาปลายมือ จะมีโทษ ถ้ามีคดีความจะแพ้คนพาล หรือบริวารให้โทษ

วันจันทร์ ยามที่ 5 ยามนคร ยามสุริชะ (12:00-13:30) สุริชะ ยามนี้เศรษฐีใช้ เป็นความในลึกลับกับหนังสือ หมายจะให้วายวางกลางไฟฮือ เจ้าโฆสกถือหนังสือวิ่งตื๋อพลัน มีผู้คิดไม่ซื่อ ลอบทำร้าย หรือ มีการวางแผนใส่ร้ายป้ายสี ห้ามเดินทาง จะเกิดอันตราย

วันจันทร์ ยามที่ 6 ยามยายี ยามศุกระ (13:30-15:00) ศุกระ วิ่งมาปะบุตรท่านเศรษฐี เป็นยามดีชีวาไม่อาสัญ บุตรเศรษฐีกลับตายวายชีวัน เจ้าโฆสกผันผายขึ้นเรือนตน เป็นยามดี จะมีผู้ช่วยเหลือให้พ้นภัยอันตราย แต่อย่าไปช่วยคนอื่น จะเกิดความเดือดร้อน

วันจันทร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามพุธะ (15:00-16:30) พุธะ เศรษฐีสิ้นชีวิต ถึงอนิจกรรมขัดวิบัติผล อีกสมบัติพัสถานทั้งข้าคน ไม่ชอบกลยาตราเป็นราคี หากเดินทางจากบ้าน จะเกิดความลำบากทุกข์ยาก จะสูญเสียของอันเป็นที่รัก

วันจันทร์ ยามที่ 8 ยามจันเทา (16:30-18:00) จันเทา เจ้ากุมารโฆสก ได้ป้องปกสมบัติแทนเศรษฐี มีเงินทองบ่าวไพร่ได้เป็นดี อยู่แทนที่เศรษฐีสำราญ จะได้ลาภลอย ไม่คาดฝัน หรือ ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุน

คืนวันจันทร์ ยามที่ 1 ยามยายี ยามศะศิ (18:00-19:30) ศะศิ ยามค่ำพระสุรีย์ศรี เป็นยามดีมั่นคงไม่สงสัย พระเตมีย์มาเกิดกำเนิดใน ชื่นพระทัยชนนียินดีครัน เป็นยามดี ทำการงานอะไรได้รับความสะดวก

คืนวันจันทร์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามศุกโกร (19:30-21:00) ศุกโกร เมื่อพระองค์ทรงผนวช เป็นยิ่งยวดยอดงามยามขยัน ทำสิ่งไรจะสำเร็จทุกสิ่งอัน จะรำพันกายเทียบเปรียบนิทาน เป็นยามดี ทำการสิ่งใด ก็จะประสบความสำเร็จ

คืนวันจันทร์ ยามที่ 3 ยามนคร ยามภุมโม (21:00-22:30) ภุมโม เตมีย์นั้นกลุ้มกลัด ไม่อยากตรัสพูดจาคำอาถรรพณ์ สู้นิ่งเสียเพลียกายาน่าจาบัลย์ ไม่ยอมหันเห็นใครให้อดสู เป็นยามไม่ดี ทำการงานจะเกิดอุปสรรค

คืนวันจันทร์ ยามที่ 4 ยามนคร ยามโสโร (22:30-24:00) เสาโร ปางพระโพธิสัตว์นั้น เธอหมายมั่นมัธยัสถ์ไม่ถอยหนี เมื่อคชสารหาญกล้ามาราวี ร้ายกับดีกึ่งกันจงผันตาม เป็นยามดีร้ายก้ำกึ่งกัน จะมีคนคิดร้าย แต่ไม่สามารถทำอันตรายได้

คืนวันจันทร์ ยามที่ 5 ยามยายี ยามพุโธ (00:00-01:30) พุโธ โพธิสัตว์ไม่ตรัสเหตุ พระบิตุเรศแค้นเคืองเพราะเรื่องถาม ให้ขุดหลุมฝังเสียจะเกลี่ยความ ด้วยเป็นยามร้ายแรงอย่าแคลงใจ เป็นยามไม่ดี จะถูกทำโทษ ถ้าเป็นความ จะแพ้คดี

คืนวันจันทร์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามรวิ (01:30-03:00) ระวิ ยามงามเลิศประเสริฐศรี พระเตมีย์แผลงศักดาสุธาไหว จึงตรัสสอนสารถีที่พาไป ให้อยู่ในยุติธรรมเป็นสำคัญ เป็นยามดี จะมีบารมี มีอำนาจ

คืนวันจันทร์ ยามที่ 7 ยามนคร ยามชีโว (03:00-04:30) ชีโว โพธิสัตว์ตรัสรู้ ได้เป็นครูสิ้นสุดมนุษย์สวรรค์ ในยามนี้ดีเลิศประเสริฐครัน เป็นมหัสตะมหาโอฬาฬาร เป็นยามดี จะประสบความสำเร็จทุกประการ

คืนวันจันทร์ ยามที่ 8 ยามศะศิ (04:30-06:00) ศะศิ ค่อนรุ่งอร่ามศรี เป็นยามดีสารพรรณดังบรรหาร เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญโพธิญาณ จงโปรดปรานสรรพสัตว์ในโลกา เป็นยามดีมาก
 

 

 

“ดวงการพนัน” “เจ้าเรือนเกษตรในภพกดุมภะ แต่กลับละไปเป็นอุจเรือนบสิบสอง คือนาสกับลัคน์ประจักร์ปอง เจ้าเรือนของวินาสเป็นนิจแทน ดวงเช่นนี้มีโชคฌโฉลกลั่น การพนันทุกสถานชำนาญแสน เสียสองส่วนได้สินหยิบทั่วแดน ไม่ขาดแคลนเงินตรามาเลี้ยงตน.

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันอาทิตย์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามสุริชะ

ยามอัฐกาลชั้นฉาย 1 ยามใช้เวลา 1 ชม.30 นาที วันอาทิตย์

วันอาทิตย์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามสุริชะ (06:00-07:30) สุริชะ รุ่งอรุณแดดอุ่นอ่อน เมื่อวานรเนรคุณลิงรุ่นจิ๋ว เห็นรังนกกระจาบบนปลายงิ้ว ก็ไพล่พลิ้วเข้าอาศัยอยู่ในรัง ระวังคนแปลกหน้าเข้ามาไม่รู้จุดประสงค์

วันอาทิตย์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามศุกระ (07:30-09:00) ศุกระ ไอ้ลิงไพรใจโกหก ลวงให้นกรักใคร่เหมือนใจหวัง จนปักษีมีไข่มิได้ระวัง เพราะเชื่อฟังลมลิงไม่กริ่งใจ จะมีคนมาพูดจาเล่นลิ้น หลอกลวง อย่าเชื่อ

วันอาทิตย์ ยามที่ 3 ยามยายี ยามพุธะ (09:00-10:30) พุธะ ไอ้ลิงป่าอุลามก เห็นไข่นกนึกหมายน้ำลายไหล เอาขึ้นจูบลูบคลำแล้วกำไว้ อยากจะใคร่ได้กินแลบลิ้นเลีย มีการลักลอบ สืบความลับ หรือ คิดไม่ซื่อ ให้ระวังทรัพย์สิน

วันอาทิตย์ ยามที่ 4 ยามนคร ยามจันเทา (10:30-12:00) จันเทา เอาไข่เข้าใส่ปาก กระโดดจากต้นงิ้วพลิ้วไปเสีย แล้วซ่อนตัวกลัววิหคนกตัวเมีย เอามือเกลี่ยกลบไข่ให้ลี้ลับ ระวังคนที่มาอาศัยอยู่ด้วยจะหักหลัง หรือ ขโมยข้าวของในบ้าน
วันอาทิตย์ ยามที่ 5 ยามยายี ยามเสารี (12:00-13:30) เสารีสกุณีไม่เห็นไข่ ก็สงสัยลิงจุ่นหมุนไปจับ พบลิงไพรถามไถ่ก็ไม่รับ ทุ่มเถียงกับนกกระจาบถึงหยาบคาย ของหายไป ได้แต่สงสัย ยังจับใครไม่ได้ และยังไม่เจอของกลาง

วันอาทิตย์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามครู (13:30-15:00) ครู บาตาปะโสพิพากษา ว่ามืงมาอาศัยไข่เขาหาย บอกจริงๆลิงจุ่นอย่าวุ่นวาย ลิงผู้ร้ายกลับเถียงขึ้นเสียงดัง รู้ตัวคนทำผิด แต่ยังไม่พบของที่หายไป

วันอาทิตย์ ยามที่ 7 ยามยายี ยามภุมมะ (15:00-16:30) ภุมมะ พระสิทธาคว้าเชือกเถา มัดลิงเข้าศอกชิดติดสันหลัง จึงคืนไข่ให้กระจาบคาบไปรัง แต่ลิงยังไม่พ้นทรมาน หากของหาย จะเกิดการทุ่มเถียงเป็นความ แต่ทายว่าต่อไปจะได้คืน

วันอาทิตย์ ยามที่ 8 ยามสุริชะ (16:30-18:00) สุริชะ พระฤาษีจึงร้องว่า ทีนี้อย่าโว้เว้อ้ายเดรฉาน แล้วปล่อยลิงวิ่งโผนโจนทะยาน ไปสำราญอยู่ที่ลำเนาดง ถ้ามีเรื่องเป็นความ จะยอมความได้ และไม่มีโทษ

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 1 ยามนคร ยามรวิ (18:00-19:30) ระวิ ยามงามเลิศประเสริฐสรรพ ตามฉบับบอกไว้อย่าใหลหลง มโหสถคิดอ่านการณรงค์ ขุดอุโมงค์เข้าเมืองจุลนี มีการวางแผนการณ์ ที่คาดว่าจะสำเร็จ
คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 2 ยามนคร ยามชีโว (19:30-21:00) ชีโว พลโห่กระหึ่มฮึก ออกสะอึกราญรบไม่หลบหนี ก็ยกทัพเคลื่อนคลาเข้าธานี พอถึงที่หยุดขยับตั้งทัพชัย ออกเดินทางไปแล้วดี หรือ คนที่จากไปจะกลับมา

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 3 ยามยายี ยามศะศิ (21:00-22:30) ศะศิ ตริกล่าวท้าววิเท่ห์ สมคะเนนึกพะวงให้หลงใหล ถึงนิเวศน์เวียงวังดังพระทัย ตามมโหสถไปไม่ช้าที จะดีร้าย ยังไม่แน่นอน

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 4 ยามยายี ยามศุกโกร (22:30-24:00) ศุกโกร โอ้ท้าวทุกข์เทวษ ทอดพระเนตรนกไม้ในไพรศรี คะนึงถึงลูกท้าวจุลนี จนถึงที่กองทัพพลับพลาไชย ไม่มีข่าวคราว ข้าวของหายไปยังไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 5 ยามนคร ยามภุมโม (00:00-01:30) ภุมโม โยธาสิบห้าแสน สะเทือนแผ่นโลกาสุธาไหว ทั้งแตรสังข์แซ่ซ้องกึกก้องไพร ก็แห่ห้อมล้อมไปถึงในเมือง หากเดินทางจะประสบความสำเร็จดี คนที่จากไปจะกลับมา

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 6 ยามนคร ยามโสโร (01:30-03:00) เสาโร รีบรุดมุดขึ้นได้ ก็จับชาวเวียงชัยมาแน่นเนือง ทั้งลูกสาวข้าวของก็นองเนือง ได้บ้านเมืองหมดทั่วทั้งรั้ววัง เป็นยามดี จะได้ลาภ จะประสบความสำเร็จ ของหายไปก็จะได้คืน

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 7 ยามยายี ยามพุโธ (03:00-04:30) พุโธ โอ้ท้าวจุลนีราช แพ้เจ้าปราชญ์คิดไว้ไม่สมหวัง เธอเสียลูกเสียเมียเสียเวียงวัง เสียทั้งไพร่ทั้งพลแลมนตรี เป็นยามไม่ดี หากมีคดีความจะแพ้ ข้าวของเสียหาย ไม่ได้คืน

คืนวันอาทิตย์ ยามที่ 8 ยามรวิ (04:30-06:00) รวิ งามยามสุดปัจจุสมัย จวนจะใกล้รุ่งสางสว่างศรี ได้เมื่อครั้งองค์ท้าวจุลนี เธอเสียทีย่อยยับอัปรา เป็นยามไม่ดี ไม่มีลาภ การงานยังไม่ประสบผล ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จ
“ดวงเศรษฐี” “เจ้าเรือนลัคน์ไปพักกุมกดุมภะ ไม่เป็นประเป็นนิจผิดพงษา เจ้าเรือนกดุมภ์กลับมากุมลัคนา เป็นโภคาเงินทองนองอนันต์ อีกอนึ่งพึงรู้เจ้าเรือนลัคน์ ถอยมาพักอยู่กดุมภ์กุมเหมาะมั่น เจ้าของภพหลบมาลาภะพลัน เป็นราชันแห่งทรัพย์นับมากมี อนึ่งโสดโปราดหาจันทราสถิตย์ อยู่ภพใดให้คิดเช่นลัคน์นี้ เจ้าของภพหลบไปในเรือนดี เหมือนดั่งที่กล่าวยุบลข้างต้นเอย.”

ดาวเจ้าเรือนราศีใดไปอยู่ในภพเสื่อม หรือมีตำแหน่งเป็นนิจ ประ และราศีนั้น ดาวนั้นเป็นธาตุใด ความบกพร่องของอวัยวะภายในของร่างกายนั้นคือที่ตั้งของความป่วยไข้ ของคน ๆ นั้น

ดาวเจ้าเรือนราศีใดไปอยู่ในภพเสื่อม หรือมีตำแหน่งเป็นนิจ ประ และราศีนั้น ดาวนั้นเป็นธาตุใด ความบกพร่องของอวัยวะภายในของร่างกายนั้นคือที่ตั้งของความป่วยไข้ ของคน ๆ นั้น
ดาวเจ้าเรือนราศีใดไปอยู่ในภพเสื่อม หรือมีตำแหน่งเป็นนิจ ประ และราศีนั้น ดาวนั้นเป็นธาตุใด ความบกพร่องของอวัยวะภายในของร่างกายนั้นคือที่ตั้งของความป่วยไข้ ของคน ๆ นั้น

ดาวเจ้าเรือนราศีใดไปอยู่ในภพเสื่อม หรือมีตำแหน่งเป็นนิจ ประ และราศีนั้น ดาวนั้นเป็นธาตุใด ความบกพร่องของอวัยวะภายในของร่างกายนั้นคือที่ตั้งของความป่วยไข้ ของคน ๆ นั้น
มีการกล่างถึงว่า จักรราศีประจำร่างกายของคน อย่างเช่น ราศีเมษประจำอยู่ที่บริเวณหน้าและศีรษะ ราศีพฤกษภประจำอยู่ที่บริเวณลำคอ ราศีเมถุนประจำอยู่ที่แขนหัวไหล่ ราศีกรกชประจำแอยู่ที่หน้าอกเต้านม ราศีสิงห์ประจำอยู่ที่หัวใจร เป็นต้น
แต่ในอดีตประเทศแถบยุโรปประมาณปี ค.ศ.1400 ถึง ค.ศ.1700 นักศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ ต้องเรียนวิชาโหราศาสตร์กายวิภาคด้วยเป็นเวลา 3 ปี เพื่อใช้ร่วมในการวินิจฉัยโรค

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของท่านพันเอก (พิเศษ) นายแพทย์ ช่วย ทองใบ ผู้ล่วงลับซึ่งได้อุทิศชีวิตให้แก่วงการแพทย์และโหราศาสตร์และได้เขียนเวชศาสตร์โหราศาสตร์ ขึ้นมา

ราศีกับอวัยวะ
ราศีเมษ – ศีรษะ , หน้า , แก้ม , ตา , หู , ปาก ฯลฯ
ราศีพฤษภ – คอ, ด้านนอก-ในของคอ, หลอดอาหาร
ราศีเมถุน – แขน,หัวไหล่,ระบบหายใจ
ราศีกรกฎ – เต้านม, ช่องท้องส่วนบน , ตับ, ถุงน้ำดี, ตับอ่อน, กระเพาะอาหาร, มะเร็ง
ราศีสิงห์ – หัวใจ
ราศีกันย์ – ลำไส้
ราศีตุลย์ – กะบังลม, หลังส่วนล่าง, ไต, รังไข่, ไส้ตรง, ไส้ใหญ่บางส่วน, ช่องคลอด
ราศีพิจิก – อวัยวะสืบพันธุ์, กระเพาะปัสสาวะ, ทวารหนัก
ราศีธนู – ตะโพก, ขาอ่อน
ราศีมังกร – หัวเข่า, กระดูก, ข้อต่อ, ผิวหนัง, ขน, ผม
ราศีกุมภ์ – ขาส่วนล่าง
ราศีมีน – เท้า

ดาวพฤหัส (๕) เป็นอริ มรณะ วินาสน์ ในชะตากำเนิด และเป็นมหาทักษากำเนิด

ดาวพฤหัส (๕) เป็นอริ มรณะ วินาสน์ ในชะตากำเนิด แสดงว่าเจ้าชะตาเป็นคนฉลาดเฉียบแหลมในนโยบายต่างๆดีนัก แต่ ๕ เป็น อริ มักได้รับความกระทบกระเทือนกับผู้ใหญ่บ้าง ๕ เป็นวินาศ เป็นผู้มีชื่อเสียงเด่นกว่าผู้อื่น แต่ผู้ใหญ่มักคอยกดโดยเกรงว่าจะไปได้ดีกว่า ๕ เป็น ๑๑ กับลัคนาในพื้นชะตาเดิม แสดงถึงการหาเงินคล่อง และเป็นดวงปัญญา แสวงหาศีลธรรมอย่างดีเยี่ยม ๕ เป็นบริวาร ดีทางหาคนใช้ได้คนดีๆ ๕ เป็นอายุ ดีทางครอบครัว และความสุขในครอบครัว ๕ เป็นเดช ดีทางหาชื่อเสียงและอำนาจ ๕ เป็นศรี ปัญญาดีทางแสวงหาสตรี ๕ เป็นมูล แสดงถึงเจ้าชะตามีปัญญาในทางหาเงินทองร่ำรวยบ้างพอควร แต่จะดียิ่งในทางเป็นสมณะมากกว่าฆราวาส ๕ เป็นอุตสาหะ ดีทางช่วยเหลือตนเองอย่างเก่งกล้าไม่ท้อถอย ๕ เป็นมนตรี ดีทางยศศักดิ์ทางวงการบ้านเมือง ถ้า ๕ เป็นกาลกิณีไม่ดี ดวงกำเนิด ๕ เป็นกรรมะ แสดงถึงเป็นคนอาภัพ ทำความดีเท่าใดผู้ใหญ่หรือคนทั่วไปเห็นน้อยกว่าที่ทำไว้มาก แม้จะได้รับความชมเชยก็เดี๋ยวเดียว และแสดงว่าไม่มีความทะเยอทะยานในยศศักดิ์

หนังสือข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ ในเรื่องลัคนาสถิตอยู่ในราศีเกณฑ์ทั้งสี่ คือ นระ อัมพุ กีตะ และปัสวะนั้น

ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ

คำนำ

ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์   ของข้าพเจ้านี้    เดิมทีเดียวข้าพเจ้าได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์รายเดือนศิลปินเมื่อพุทธศักราช  2485  แต่ว่าไม่ทันจะลงได้จบ     หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็มีอันเป็นต้องหยุดชะงักลงกลางคัน     บัดนี้  สำนักงานสุธรรม์    นาวานุเคราะห์   มาขออนุญาตจัดรวบรวมเพื่อพิมพ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด    ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า  เมื่อ     ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์   ของข้าพเจ้าซึ่งได้ตายไปแล้วตั้ง 20 ปีเศษ  จะมีโอกาสได้ลุกขึ้นมาในวรรณศิลป์อีกครั้งหนึ่ง    ข้าพเจ้าก็รู้สึกมีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง     ฉะนั้น  ข้าพเจ้าจึงได้มอบต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ให้แก่สำนักงาน   สุธรรม์   นาวานุเคราะห์    ตามความปรารถนา  ความแท้จริงเท่าที่ตลาดหนังสือซึ่งกล่าวถึงตำราโหราศาสตร์แล้ว   ร้อยทั้งร้อยเป็นตำราชนิดที่ขายของเก่ากันแทบทั้งนั้น   ผู้เขียนและรวบรวมทุกรายเป็นบุคคลที่ชอบบริโภคตำราอย่างชนิดที่ไม่รู้จักลืมหูลืมตาด้วยกันเป็นส่วนมาก    จะมีมติเป็นพิเศษบ้างก็เพียงนิดๆหน่อยๆ    จะได้มีผู้ใดใครสักคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเอง    โดยสรรสร้างตำราขึ้นให้ไว้เป็นสิ่งบริโภคของคนทั้งหลายบ้างก็ยังไม่มีเป็นตัวอย่าง ดังนั้น  ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์”   ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้   จึงได้แหวกวงล้อมออกมาเป็นตัวของตน   จริงอยู่เมื่อทางไปของโหราศาสตร์เกิดเป็นทาง   2-3  แพร่งขึ้นเช่นนี้    ฉะนั้น การที่จะหลีกเลี่ยงมิให้กระทบกระทั่งกันบ้างนั้นก็ย่อมเป็นวิธีที่จะปฏิบัติได้ยากมากอยู่สักหน่อย   ขอท่านผู้มีใจเป็นธรรมพึงได้โปรดกรุณาเห็นเจตนาอันบริสุทธิ์ใจของผู้เขียนตามควรแก่กรณีด้วย  และข้าพเจ้าขอกราบไหว้ท่านผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้ในวิทยาการประเภทนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

อายัณโฆษ (ขุนธนกิจวิจารณ์)

 

ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ ของ อายัณโฆษ

เมื่อ พ.ศ.2481 ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องให้กับหนังสือพิมพ์รายเดือนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนึ่งเรื่อง     โดยให้ชื่อเรื่องว่า    (ควรเชื่อโหราศาสตร์หรือไม่)     การเขียนเรื่องนั้นเป็นการระบายความรู้สึกในใจของข้าพเจ้าว่า   ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสในศาสตร์ลี้ลับนั้นเพียงไร    แต่ว่าข้าพเจ้าเขียนไปในทางของข้าพเจ้า   ไม่ใช่ลักษณะการเขียนตำราขึ้นซ้อนตำรับฉบับเก่า   หรือจงใจจะให้กลายเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งซึ่งกันและกัน  และถ้าบังเอิญที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆแล้ว    ข้าพเจ้าก็ต้องขอกราบไหว้ท่านโบราณจารย์โหราศาสตร์ทั้งหลายไว    ณ   ที่นี้ด้วย หลังจากเมื่อหนังสือฉบับนั้นได้ตีพิมพ์เสร็จไปแล้ว   ข้าพเจ้าก็คอยเฝ้าสดับตรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้อยู่ด้วยความสนใจ   จนกระทั่งหลายปีต่อมา   ผลจึงปรากฏพอสรุปได้ว่า   ข้อสังเกตนานาประการที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นนั้น   พอไปได้   นิสัยของข้าพเจ้าไม่สู้จะลิงโลดในสักการใดๆอื่น   เท่ากับงานของหนังสือที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียน   และได้มีเกียรติเข้าอยู่ในการติชมของสาธารณะ   เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่ได้รับคำติชมนั่นแหละ   คือ   บำเหน็จรางวัลอย่างสูง    ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเป็นที่พึงพอใจนักหนา    ฉะนั้นจึงคิดอยู่ในใจมาช้านานว่า   ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสเมื่อใด   ก็จะได้เสนอข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์เท่าที่ข้าพเจ้าได้พยายามคิดค้นและรวบรวมไว้ได้เพื่อขอรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้ทั้งหลายต่อไป ท่านจะเชื่อข้าพเจ้าหรือไม่ก็ตามแต่อัชฌาสัยเถิด    แต่ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเรียนให้ท่านทราบสักหน่อยว่า   ภายในระยะเวลา  30 ปีที่ล่วงมาแล้ว   โหราศาสตร์ได้พาข้าพเจ้าไปพบกับความจริงอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด    พิมพการบนนลาฏนรชนนั้นมีแน่   ท่านอย่าได้พึงพะวงสงสัยเลย    ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า   ท่านศึกษารหัสโหราศาสตร์มาพอจะให้เห็นแจ้งรู้จริงได้เพียงใดเท่านั้น     สำหรับความเห็นของข้าพเจ้าขอยืนยันว่า   โหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงของโลกที่สมควรจะศึกษาอย่างแท้จริง    ความเป็นผู้รู้แจ้งในวิชาโหราศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวจะเป็นสิ่งขัดเกลาวิถีจิตให้กลมกล่อมและห่างไกลกับกิเลสทุกสถาน    บังเกิดการรู้จักความประมาณหน้าประมาณหลังได้ถูกต้องกับกาละและเทศะ   สองฝ่าเท้าจะยืนแนบแน่นอยู่บนพื้นปถพี   อันสมบัติ   สรรเสริญ  นินทา   เสมือนประดุจดั่งสังเวชสถาน    นอกจากพุทธศาสตร์แล้ว     จะไม่มีศาสตร์อื่นใดชี้ทางอดีต ปัจจุบัน  และอนาคตได้แม่นยำเท่าโหราศาสตร์   การปฏิสนธิ  ดำรงอยู่ในสภาวะฉันใด    ตลอดจนการแตกสลายไป   เป็นงานของโหราศาสตร์แขนงเดียวที่จะแจกแจงและจำแนกกรรมได้ถูกต้องและหมดจด    มาเถิดท่านผู้เป็นที่รักทั้งหลาย   ดิลกนาฏของท่านเจริญรูปวิไลลักษณ์   หรือวิกลวิกาลอัปรภาคเป็นไปในลักษณาการสถานใด  ก็ขอจงได้โปรดลองนำเอาข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ของข้าพเจ้า   ซึ่งได้ประมวลขึ้นโดยสังเขปนี้ไปประกอบการพินิจพิจารณาดวงชาตาราศีของท่านโดยรอบคอบเทอญ ดวงชาตาบุคคลเป็นส่วนมากทีเดียว   เมื่อได้พิจารณาพระเคราะห์ในเรือนราศีต่างๆตลอดจนที่สถิตย์ของลัคนาแล้ว   ไม่มีลักษณะแสดงดีแสดงร้าย   แต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นก็บังเกิดผลดีผลร้ายอย่างสูงเป็นที่น่าประหลาด   และบางดวงชาตาแสดงว่าจะวิบัติเห็นได้ชัดๆแต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นกลับบังเกิดความวิวัฒน์และพร้อมกันบางดวงชาตากำลังแสดงว่าจะประสบโชคมหาศาล    แต่แล้วเจ้าของดวงชาตากลับได้รับความวิปโยคทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสก็มีดังนี้   ตามโบราณท่านว่าดวงชาตาทั้งสามลักษณะนี้ให้พิจารณาลัคนาในราศีเกณฑ์เสียก่อน   คือ.- ลัคนาในราศีนะระ มีพระเสาร์(7) เป็นประจำ ลัคนาในราศีอัมพุ มีพระอังคาร(3) เป็นประจำ ลัคนาในราศีกีตะ มีพระราหู(8) เป็นประจำ ลัคนาในราศีปัสวะ มีพฤหัสบดี(5) เป็นประจำ พระเคราะห์ในลักษณะ นะระ  อัมพุ  กีตะ  และปัสวะ  ทั้ง 4 ตัวนี้   ถ้าปีใดทักษาจรมาเป็นศรีหรือกาลกิณีต้องลัคนาในราศีเกณฑ์นั้นๆ แล้ว   ย่อมแสดงผลดีผลร้ายอย่างสูงและอย่างหนักมาก  ตามเกณฑ์พยากรณ์ดังกล่าวนี้    สำหรับผู้ที่มีลัคนาในราศีอัมพุต้องหนักหนามากกว่าผู้มีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์อื่นๆ  เพราะพระอังคาร(3) มีทางจักรเร็วรุดไม่เหมือนพระเคราะห์ใหญ่ทั้ง  3 ตัว  คือพระเสาร์(7) พระราหู(8)  และพระพฤหัสบดี(5)  แปลความว่า  ในระยะสิบปีจะต้องประสบโชคหรือไม่ก็เคราะห์ร้ายเสมอไป นี้ที่นำมากล่าวก็เพราะว่า   ตำราท่านว่าไว้ในทำนองดังนี้   แต่ในทางสอบสวนค้นคว้าของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าได้พบเงื่อนงำว่า  ความหมายของราศีเกณฑ์นั้น  แท้จริงเพียงแต่จะแสดงสัณฐานของดวงชาตาเฉพาะแต่เมื่อเวลาตกฟากเท่านั้น   มิได้มุ่งหมายล่วงเลยไปถึงการพยากรณ์ในปีปัจจุบันด้วย   จริงอยู่กฏเกณฑ์ของราศีนะระ  อัมพุ  กีตะ  และปัสวะ  โดยมีพระเคราะห์ เสาร์(7)  อังคาร(3) ราหู(8)  พฤหัส(5)  สถิตย์เสถียรมาแต่วันตกฟากโดยถูกต้องนั้น   ข้าพเจ้ายอมรับว่า  80%  เจ้าของดวงชาตาที่มีโชคดีได้มีพระเคราะห์นั้นๆ  ดังที่กล่าวไว้ต่างก็พากันดีเด่นในลักษณะต่างๆกัน  แต่กระไรก็ตามดังได้กล่าวไว้แล้วว่า  ตำราโหราศาสตร์นั้นไม่ใช่คัมภีร์ที่จะใช้เพียงแต่อ่านอย่างเดียว  เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ต้องวินิจฉัยความหมายของท่านให้ถ่องแท้เสียก่อน  แล้วจึงจะถือเอาเป็นมติไว้ใช้พยากรณ์ได้   การอ่านหนังสือออก  เด็กๆก็อ่านให้ท่านฟังได้  แต่การแปลความหมายของหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตำราโหราศาสตร์แล้ว  ท่านจะต้องใช้เวลาพินิจพิจารณาให้มากสักหน่อย  ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกๆคนย่อมจะจำชีวประวัติของตนๆได้ดีโดยมิต้องเสียเวลาไปสอบถามจากบุคคลผู้อื่นใด ฉะนั้น  ถ้าบังเอิญท่านสอบสวนค้นคว้าหลักเกณฑ์อันใดได้แปลกไปกว่าเท่าที่ตำรากล่าวไว้สักชิ้นหนึ่งแล้ว   ทางที่ดีก็ควรจะเอาหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นมาสอบกับชีวประวัติของท่านเข้าเท่านั้น   ท่านก็จะทราบได้ว่าหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นถูกต้องตรงกับชีวประวัติของท่านหรือไม่  เมื่อสอบดูแล้วเห็นว่าแยบคายดี  ท่านก็จดจำเอาไว้สำหรับใช้ทดสอบกับดวงชาตาของผู้อื่นได้ต่อไป   และถ้าการพยากรณ์ให้แก่ผู้อื่นก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจจริงๆ ด้วยแล้วนั่นแหละ   ท่านจึงควรจะยึดถือเอากฎเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้เป็นมติ   หรือตำราอีกเล่มหนึ่งได้ ในเรื่องลัคนาสถิตอยู่ในราศีเกณฑ์ทั้งสี่  คือ  นระ  อัมพุ  กีตะ  และปัสวะนั้น  ข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำให้ท่านทราบถึงเคล็ดลับ   เพื่อผลพยากรณ์ปัจจุบันว่า  เมื่อใดอายุของท่านมีทักษาโดยเฉพาะพระเคราะห์ เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8)  และพฤหัสบดี(5) ทั้งสี่ตัวนี้  ถ้าตัวใดตัวหนึ่งทักษามาเป็นศรีหรือกาลกิณีแล้ว   แม้ท่านจะมีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์ใดๆก็ตามทีเถิด   แต่ในทางพยากรณ์นั้นจะต้องใช้กฎเดียวกันทั้ง  4   ลักษณะ   ดังตัวอย่างเช่น ก.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม  ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5)  จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี  ทับลัคนาแล้ว  ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”นะระ”  เช่นกันทั้ง  12  ราศี ข.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตามถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5)  จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี  ห่างจากลัคนาไปสี่ราศีแล้ว  ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”อัมพุ”  เช่นกันทั้ง  12  ราศี ค.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8)และพฤหัสบดี(5)  จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี   ขึ้นไปเล็งยันกับลัคนานับได้ 7 ราศีแล้ว  ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”กีตะ”  เช่นกันทั้ง  12  ราศี ง.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม  ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8)  และพฤหัสบดี(5)  จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี  ห่างจากลัคนาไปสิบราศีแล้ว  ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”ปัศวะ”  เช่นกันทั้ง  12  ราศี ในเรือนสองของลัคนา  คือ  กฎุมพะ  ในเรือนห้าแก่ลัคนาคือ  ปุตตะ  ในเรือนสิบและสิบเอ็ดกับลัคนา  คือ  กัมมะ  และลาภะ  ถ้ามีพระเคราะห์คู่ใดคู่หนึ่งประดิษฐานอยู่ตรงกับตำแหน่งแล้ว  จะประเสริฐยิ่งนัก  เพราะเคราะห์คู่นั้นมีอยู่ด้วยกัน  8  คู่  คือ :- พระเคราะห์      อาทิตย์(1) กับ ราหู(8) “             อาทิตย์(1) กับ อังคาร(3) “             จันทร์(2) กับ ศุกร์(6) “             จันทร์(2) กับ พุธ(4) “             อังคาร(3)กับ เสาร์(7) “             พุธ(4) กับ พฤหัสบดี(5) “             พฤหัสบดี(5)กับ ศุกร์(6) “             เสาร์  กับ ราหู(8)

ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ
ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ

aryan0002 aryan0003 aryan0004 aryan0005 aryan0006 aryan0007 aryan0008 aryan0009 aryan0010 aryan0011 aryan0020 aryan0021 aryan0022 aryan0023 aryan0024 aryan0025 aryan0026 aryan0027 aryan0028 aryan0029 aryan0030 aryan0031 aryan0032 aryan0033 aryan0034 aryan0035 aryan0036 aryan0037 aryan0038 aryan0039 aryan0040 aryan0041 aryan0042 aryan0043 aryan0044 aryan0045 aryan0046 aryan0047 aryan0048 aryan0049 aryan0050 aryan0051 aryan0052 aryan0053 aryan0054 aryan0055 aryan0056 aryan0057 aryan0058 aryan0059 aryan0060 aryan0061 aryan0062 aryan0063 aryan0064 aryan0065 aryan0066 aryan0067 aryan0068 aryan0069 aryan0070 aryan0071 aryan0072 aryan0073 aryan0074 aryan0075 aryan0076 aryan0077 aryan0078 aryan0079 aryan0080 aryan0081 aryan0082 aryan0083 aryan0084 aryan0085 aryan0086 aryan0087 aryan0088 aryan0089 aryan0090 aryan0091 aryan0092 aryan0093 aryan0094 aryan0095 aryan0096 aryan0097 aryan0098 aryan0099 aryan0100 aryan0101 aryan0102 aryan0103 aryan0104 aryan0105 aryan0106 aryan0107 aryan0108

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
พระราชพรหมยาน
(วีระ ถาวโร)
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

ประวัติ

พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 5 คน ดังนี้ นายวงษ์ สังข์สุวรรณ เกิดปี 2453 ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ถึงแก่กรรมที่วัดท่าซุง เมื่อคราวมาช่วยหลวงพ่อที่วัดท่าซุง อายุ 60 ปีนางสำเภา ยาหอมทอง (สังข์สุวรรณ) เกิดปี 2457 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2545 อายุ 88 ปี อยู่บ้านสาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรีพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)นายเวก (หวั่น) สังข์สุวรรณ ต่อมาได้อุปสมบทเป็น พระครูพิศาลวุฒิธรรม (พระมหาเวก อักกวังโส) อยู่วัดดาวดึงษาราม กทม.เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2463 อุปสมบทที่วัดบางนมโคเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2492 เมื่ออายุได้ 26 ปี 59 พรรษา มรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 รวมอายุ 85 ปี 3 เดือน 26 วันด.ญ. อุบล สังข์สุวรรณ ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ก่อนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่า เห็นพระพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวพราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิศเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า “พรหม” และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น “สังเวียน” ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า “เล็ก” ส่วนท่านมารดาและพี่ ๆ น้องๆ เรียกว่า “พ่อกลาง” พ.ศ. 2466 อายุ 7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 3 พ.ศ. 2474 อายุ 15 ปี อาศัยกับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ พ.ศ. 2476 อายุ 17 ปี ช่วยราชการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2478 อายุ 19 ปี เข้าทำงานเป็นเภสัชกรทหาร สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า) อุปสมบทแก้ไข พ.ศ. 2479 อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 13.00 น. ที่พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโคเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ (ปาน) หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า “3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ” การศึกษาและการปฏิบัติธรรมแก้ไขพ.ศ. 2480 อายุ 21 ปี สอบได้นักธรรมชั้นตรีพ.ศ. 2481 อายุ 22 ปี สอบได้นักธรรมชั้นโทพ.ศ. 2482 อายุ 23 ปี สอบได้นักธรรมชั้นเอก ระหว่างพรรษาที่ 1 – 4 – เรียนอภิญญา- ธุดงค์ป่าช้า, ป่าศรีประจันต์, พระพุทธบาท, พระพุทธฉาย, เขาวงพระจันทร์ , เขาชอนเดื่อ, ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, ดงพญาเย็น, ภูกระดึง, พระแท่นดงรัง ฯลฯ- ศึกษาวิปัสสนา ระหว่างปี พ.ศ. 2480-2483 ได้ศึกษาพระกัมมัฏฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโค หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค พระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ พ.ศ. 2483 อายุ 24 ปี เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี จากนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคารามในช่วงออกพรรษาในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) อยู่วัดช่างเหล็กในช่วงเข้าพรรษา ระหว่างนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกรรมฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพบพระสุปฏิปันโนอีกมาก เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)เป็นต้น พ.ศ. 2486 อายุ 27 ปี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคเปลี่ยนชื่อจาก “พระมหาสังเวียน” [1] เป็น “พระมหาวีระ” เพื่อไม่ให้คล้ายกับ พระมหาสำเนียง ที่อยู่วัดช่างเหล็ก ที่เดียวกัน พ.ศ. 2488 อายุ 29 ปี สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ย้ายมาอยู่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยูรวงศาวาส และฝึกหัดการเป็นนักเทศน์ พ.ศ. 2492 อายุ 33 ปี จำพรรษาที่วัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2494 อายุ 35 ปี จึงกลับไปอยู่วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค พ.ศ. 2500 อายุ 41 ปี อาพาธหนักเข้าโรงพยาบาลกรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ. 2502 อายุ 43 ปี พักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ภาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ ได้ลูกศิษย์รุ่นแรก 6 คน พ.ศ. 2505 อายุ 46 ปี ไปจำพรรษาที่วัดพรวน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทเป็นเวลา 1 พรรษา พ.ศ. 2506 อายุ 47 ปี กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ภาวนาราม พอกลางเดือนมิถุนายน ก็ได้ลาพุทธภูมิ พ.ศ. 2508 อายุ 49 ปี จำพรรษาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แล้วเริ่มไป – กลับวัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เพื่อสอนพระกรรมฐาน พ.ศ. 2510 อายุ 51 ปี ได้สอนวิชามโนมยิทธิ แล้วจึงจำพรรษาที่วัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงแก้ไข บุษบกประดิษฐานศพของพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) พ.ศ. 2511 อายุ 52 ปี ในวันที่ 25 มีนาคม จึงมาอยู่วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำบูรณะ สร้างและขยายวัด จากเดิมมีพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน 07 2/10 ตารางวา จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา มีอาคารและถาวรวัตถุต่าง ๆ จำนวน 144 รายการในวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 611,949,193 บาท สิ่งก่อสร้างทั้งในวัดและนอกวัด อาทิเช่น หอสวดมนต์, พระพุทธรูป, อาคารปฏิบัติกรรมฐาน, ศาลาการเปรียญ, วิหาร 100 เมตร, โบสถ์ใหม่, บูรณะโบสถ์เก่า, ศาลา 2 ไร่, 3 ไร่, 4 ไร่ และ 12 ไร่, หอไตร, โรงพยาบาลศูนย์แม่และเด็ก ชนบทที่ 61, พระจุฬามณี, มณฑปท้าวมหาราชทั้ง 4, พระบรมราชานุสาวรีย์ 6 พระองค์, พระชำระหนี้สงฆ์, โรงไฟฟ้า, โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา, ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ เป็นต้น ทั้งยังได้ช่วยการก่อสร้างที่วัดอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกมากมาย พ.ศ. 2520 อายุ 61 ปี ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2526 อายุ 67 ปี สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กชนบทที่ 61 และมอบให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2528 อายุ 69 ปี สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา พ.ศ. 2535 อายุ 76 ปี ได้อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2535 เวลา 16.10 น. ปัจจุบันศพของหลวงพ่อได้บรรจุไว้ในโลงแก้วบนบุษบกทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรงดงาม ณ วัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี