เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย จากหนังสือ “โหราศาสตร์ ศึกษาด้วยตนเอง เล่ม ๒ เรียบเรียงและค้นคว้าโดย คุณหญิงชิต โภชากร (ชิต มิลินทสูต) “คนพูดปดเก่ง” “ลักษณะของคนพูดปดเก่งนั้น ในพื้นชะตาเดิมมี ๘ ร่วม ๔ ถ้าทั้งสองตัวกุมลัคนายิ่งแรง คือถึงกับโกหกตัวเอง หรือโกหกคนทั่วไป ๖ กับ ๒ อยู่ที่เดียวกันกุมลัคนาด้วยยิ่งพูดมุสากับหญิงเก่ง ถึงกับได้ภรรยาหลายคน หรือบิดามารดาก็มากชู้ มีสามีภรรยามากกว่าสองคน ๖ เป็นบริวารกุมลัคนาในชะตาเดิม แสดงว่าผู้นั้นเห็นแก่ตัวมาก ชอบใช้คนอื่น ขอแรงคนอื่น โดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเป็นอย่างไร ยิ่ง ๓ กับ ๕ ถึงลัคนาด้วย ยิ่งมีนิสัยเช่นนี้มากขึ้นอีกมาก ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ถ้า ๒ กับ ๖ ถึงลัคน์ในชะตาเดิม แสดงว่าจะถูกหลอกลวงในเรื่องความรักและการเงิน และมักมีคู่โดยไม่ได้แต่งงานและคู่มากกว่า ๑ ๖ กับ ๘ อยู่ราศีเดียวกัน โดยมากเป็นคนสับปลับพูดไม่มีจริง”
All posts by admin
หนังสือข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ ในเรื่องลัคนาสถิตอยู่ในราศีเกณฑ์ทั้งสี่ คือ นระ อัมพุ กีตะ และปัสวะนั้น
| ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ โดย ท่าน อ.อายัณโฆษ
คำนำ “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ของข้าพเจ้านี้ เดิมทีเดียวข้าพเจ้าได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์รายเดือนศิลปินเมื่อพุทธศักราช 2485 แต่ว่าไม่ทันจะลงได้จบ หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็มีอันเป็นต้องหยุดชะงักลงกลางคัน บัดนี้ สำนักงานสุธรรม์ นาวานุเคราะห์ มาขออนุญาตจัดรวบรวมเพื่อพิมพ์ขึ้นใหม่ทั้งหมด ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า เมื่อ “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ของข้าพเจ้าซึ่งได้ตายไปแล้วตั้ง 20 ปีเศษ จะมีโอกาสได้ลุกขึ้นมาในวรรณศิลป์อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็รู้สึกมีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มอบต้นฉบับทั้งหมดเท่าที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ให้แก่สำนักงาน สุธรรม์ นาวานุเคราะห์ ตามความปรารถนา ความแท้จริงเท่าที่ตลาดหนังสือซึ่งกล่าวถึงตำราโหราศาสตร์แล้ว ร้อยทั้งร้อยเป็นตำราชนิดที่ขายของเก่ากันแทบทั้งนั้น ผู้เขียนและรวบรวมทุกรายเป็นบุคคลที่ชอบบริโภคตำราอย่างชนิดที่ไม่รู้จักลืมหูลืมตาด้วยกันเป็นส่วนมาก จะมีมติเป็นพิเศษบ้างก็เพียงนิดๆหน่อยๆ จะได้มีผู้ใดใครสักคนหนึ่งเป็นตัวของตัวเอง โดยสรรสร้างตำราขึ้นให้ไว้เป็นสิ่งบริโภคของคนทั้งหลายบ้างก็ยังไม่มีเป็นตัวอย่าง ดังนั้น “ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์” ที่ท่านกำลังถืออยู่นี้ จึงได้แหวกวงล้อมออกมาเป็นตัวของตน จริงอยู่เมื่อทางไปของโหราศาสตร์เกิดเป็นทาง 2-3 แพร่งขึ้นเช่นนี้ ฉะนั้น การที่จะหลีกเลี่ยงมิให้กระทบกระทั่งกันบ้างนั้นก็ย่อมเป็นวิธีที่จะปฏิบัติได้ยากมากอยู่สักหน่อย ขอท่านผู้มีใจเป็นธรรมพึงได้โปรดกรุณาเห็นเจตนาอันบริสุทธิ์ใจของผู้เขียนตามควรแก่กรณีด้วย และข้าพเจ้าขอกราบไหว้ท่านผู้เชี่ยวชาญและรอบรู้ในวิทยาการประเภทนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย อายัณโฆษ (ขุนธนกิจวิจารณ์)
ข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ ของ อายัณโฆษ เมื่อ พ.ศ.2481 ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องให้กับหนังสือพิมพ์รายเดือนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนึ่งเรื่อง โดยให้ชื่อเรื่องว่า (ควรเชื่อโหราศาสตร์หรือไม่) การเขียนเรื่องนั้นเป็นการระบายความรู้สึกในใจของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีศรัทธาเลื่อมใสในศาสตร์ลี้ลับนั้นเพียงไร แต่ว่าข้าพเจ้าเขียนไปในทางของข้าพเจ้า ไม่ใช่ลักษณะการเขียนตำราขึ้นซ้อนตำรับฉบับเก่า หรือจงใจจะให้กลายเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งซึ่งกันและกัน และถ้าบังเอิญที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆแล้ว ข้าพเจ้าก็ต้องขอกราบไหว้ท่านโบราณจารย์โหราศาสตร์ทั้งหลายไว ณ ที่นี้ด้วย หลังจากเมื่อหนังสือฉบับนั้นได้ตีพิมพ์เสร็จไปแล้ว ข้าพเจ้าก็คอยเฝ้าสดับตรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้อยู่ด้วยความสนใจ จนกระทั่งหลายปีต่อมา ผลจึงปรากฏพอสรุปได้ว่า ข้อสังเกตนานาประการที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นนั้น พอไปได้ นิสัยของข้าพเจ้าไม่สู้จะลิงโลดในสักการใดๆอื่น เท่ากับงานของหนังสือที่ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียน และได้มีเกียรติเข้าอยู่ในการติชมของสาธารณะ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าการที่ได้รับคำติชมนั่นแหละ คือ บำเหน็จรางวัลอย่างสูง ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกเป็นที่พึงพอใจนักหนา ฉะนั้นจึงคิดอยู่ในใจมาช้านานว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสเมื่อใด ก็จะได้เสนอข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์เท่าที่ข้าพเจ้าได้พยายามคิดค้นและรวบรวมไว้ได้เพื่อขอรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากท่านผู้รู้ทั้งหลายต่อไป ท่านจะเชื่อข้าพเจ้าหรือไม่ก็ตามแต่อัชฌาสัยเถิด แต่ข้าพเจ้าใคร่ที่จะเรียนให้ท่านทราบสักหน่อยว่า ภายในระยะเวลา 30 ปีที่ล่วงมาแล้ว โหราศาสตร์ได้พาข้าพเจ้าไปพบกับความจริงอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด พิมพการบนนลาฏนรชนนั้นมีแน่ ท่านอย่าได้พึงพะวงสงสัยเลย ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ท่านศึกษารหัสโหราศาสตร์มาพอจะให้เห็นแจ้งรู้จริงได้เพียงใดเท่านั้น สำหรับความเห็นของข้าพเจ้าขอยืนยันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงของโลกที่สมควรจะศึกษาอย่างแท้จริง ความเป็นผู้รู้แจ้งในวิชาโหราศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวจะเป็นสิ่งขัดเกลาวิถีจิตให้กลมกล่อมและห่างไกลกับกิเลสทุกสถาน บังเกิดการรู้จักความประมาณหน้าประมาณหลังได้ถูกต้องกับกาละและเทศะ สองฝ่าเท้าจะยืนแนบแน่นอยู่บนพื้นปถพี อันสมบัติ สรรเสริญ นินทา เสมือนประดุจดั่งสังเวชสถาน นอกจากพุทธศาสตร์แล้ว จะไม่มีศาสตร์อื่นใดชี้ทางอดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้แม่นยำเท่าโหราศาสตร์ การปฏิสนธิ ดำรงอยู่ในสภาวะฉันใด ตลอดจนการแตกสลายไป เป็นงานของโหราศาสตร์แขนงเดียวที่จะแจกแจงและจำแนกกรรมได้ถูกต้องและหมดจด มาเถิดท่านผู้เป็นที่รักทั้งหลาย ดิลกนาฏของท่านเจริญรูปวิไลลักษณ์ หรือวิกลวิกาลอัปรภาคเป็นไปในลักษณาการสถานใด ก็ขอจงได้โปรดลองนำเอาข้อสังเกตในวิชาโหราศาสตร์ของข้าพเจ้า ซึ่งได้ประมวลขึ้นโดยสังเขปนี้ไปประกอบการพินิจพิจารณาดวงชาตาราศีของท่านโดยรอบคอบเทอญ ดวงชาตาบุคคลเป็นส่วนมากทีเดียว เมื่อได้พิจารณาพระเคราะห์ในเรือนราศีต่างๆตลอดจนที่สถิตย์ของลัคนาแล้ว ไม่มีลักษณะแสดงดีแสดงร้าย แต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นก็บังเกิดผลดีผลร้ายอย่างสูงเป็นที่น่าประหลาด และบางดวงชาตาแสดงว่าจะวิบัติเห็นได้ชัดๆแต่เจ้าของดวงชาตาผู้นั้นกลับบังเกิดความวิวัฒน์และพร้อมกันบางดวงชาตากำลังแสดงว่าจะประสบโชคมหาศาล แต่แล้วเจ้าของดวงชาตากลับได้รับความวิปโยคทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัสก็มีดังนี้ ตามโบราณท่านว่าดวงชาตาทั้งสามลักษณะนี้ให้พิจารณาลัคนาในราศีเกณฑ์เสียก่อน คือ.- ลัคนาในราศีนะระ มีพระเสาร์(7) เป็นประจำ ลัคนาในราศีอัมพุ มีพระอังคาร(3) เป็นประจำ ลัคนาในราศีกีตะ มีพระราหู(8) เป็นประจำ ลัคนาในราศีปัสวะ มีพฤหัสบดี(5) เป็นประจำ พระเคราะห์ในลักษณะ นะระ อัมพุ กีตะ และปัสวะ ทั้ง 4 ตัวนี้ ถ้าปีใดทักษาจรมาเป็นศรีหรือกาลกิณีต้องลัคนาในราศีเกณฑ์นั้นๆ แล้ว ย่อมแสดงผลดีผลร้ายอย่างสูงและอย่างหนักมาก ตามเกณฑ์พยากรณ์ดังกล่าวนี้ สำหรับผู้ที่มีลัคนาในราศีอัมพุต้องหนักหนามากกว่าผู้มีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์อื่นๆ เพราะพระอังคาร(3) มีทางจักรเร็วรุดไม่เหมือนพระเคราะห์ใหญ่ทั้ง 3 ตัว คือพระเสาร์(7) พระราหู(8) และพระพฤหัสบดี(5) แปลความว่า ในระยะสิบปีจะต้องประสบโชคหรือไม่ก็เคราะห์ร้ายเสมอไป นี้ที่นำมากล่าวก็เพราะว่า ตำราท่านว่าไว้ในทำนองดังนี้ แต่ในทางสอบสวนค้นคว้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้พบเงื่อนงำว่า ความหมายของราศีเกณฑ์นั้น แท้จริงเพียงแต่จะแสดงสัณฐานของดวงชาตาเฉพาะแต่เมื่อเวลาตกฟากเท่านั้น มิได้มุ่งหมายล่วงเลยไปถึงการพยากรณ์ในปีปัจจุบันด้วย จริงอยู่กฏเกณฑ์ของราศีนะระ อัมพุ กีตะ และปัสวะ โดยมีพระเคราะห์ เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) พฤหัส(5) สถิตย์เสถียรมาแต่วันตกฟากโดยถูกต้องนั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่า 80% เจ้าของดวงชาตาที่มีโชคดีได้มีพระเคราะห์นั้นๆ ดังที่กล่าวไว้ต่างก็พากันดีเด่นในลักษณะต่างๆกัน แต่กระไรก็ตามดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ตำราโหราศาสตร์นั้นไม่ใช่คัมภีร์ที่จะใช้เพียงแต่อ่านอย่างเดียว เมื่ออ่านเสร็จแล้วก็ต้องวินิจฉัยความหมายของท่านให้ถ่องแท้เสียก่อน แล้วจึงจะถือเอาเป็นมติไว้ใช้พยากรณ์ได้ การอ่านหนังสือออก เด็กๆก็อ่านให้ท่านฟังได้ แต่การแปลความหมายของหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตำราโหราศาสตร์แล้ว ท่านจะต้องใช้เวลาพินิจพิจารณาให้มากสักหน่อย ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกๆคนย่อมจะจำชีวประวัติของตนๆได้ดีโดยมิต้องเสียเวลาไปสอบถามจากบุคคลผู้อื่นใด ฉะนั้น ถ้าบังเอิญท่านสอบสวนค้นคว้าหลักเกณฑ์อันใดได้แปลกไปกว่าเท่าที่ตำรากล่าวไว้สักชิ้นหนึ่งแล้ว ทางที่ดีก็ควรจะเอาหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นมาสอบกับชีวประวัติของท่านเข้าเท่านั้น ท่านก็จะทราบได้ว่าหลักเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้นั้นถูกต้องตรงกับชีวประวัติของท่านหรือไม่ เมื่อสอบดูแล้วเห็นว่าแยบคายดี ท่านก็จดจำเอาไว้สำหรับใช้ทดสอบกับดวงชาตาของผู้อื่นได้ต่อไป และถ้าการพยากรณ์ให้แก่ผู้อื่นก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจจริงๆ ด้วยแล้วนั่นแหละ ท่านจึงควรจะยึดถือเอากฎเกณฑ์ที่ท่านค้นคว้าได้เป็นมติ หรือตำราอีกเล่มหนึ่งได้ ในเรื่องลัคนาสถิตอยู่ในราศีเกณฑ์ทั้งสี่ คือ นระ อัมพุ กีตะ และปัสวะนั้น ข้าพเจ้าใคร่ขอแนะนำให้ท่านทราบถึงเคล็ดลับ เพื่อผลพยากรณ์ปัจจุบันว่า เมื่อใดอายุของท่านมีทักษาโดยเฉพาะพระเคราะห์ เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) ทั้งสี่ตัวนี้ ถ้าตัวใดตัวหนึ่งทักษามาเป็นศรีหรือกาลกิณีแล้ว แม้ท่านจะมีลัคนาอยู่ในราศีเกณฑ์ใดๆก็ตามทีเถิด แต่ในทางพยากรณ์นั้นจะต้องใช้กฎเดียวกันทั้ง 4 ลักษณะ ดังตัวอย่างเช่น ก.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ทับลัคนาแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”นะระ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ข.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตามถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ห่างจากลัคนาไปสี่ราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”อัมพุ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ค.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8)และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ขึ้นไปเล็งยันกับลัคนานับได้ 7 ราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”กีตะ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ง.ลัคนาจะอยู่ราศีใดๆก็ตาม ถ้าพระเคราะห์เสาร์(7) อังคาร(3) ราหู(8) และพฤหัสบดี(5) จรมาเป็นศรีหรือกาลกิณี ห่างจากลัคนาไปสิบราศีแล้ว ก็ต้องพยากรณ์เสมอเหมือนลัคนาอยู่ในราศี”ปัศวะ” เช่นกันทั้ง 12 ราศี ในเรือนสองของลัคนา คือ กฎุมพะ ในเรือนห้าแก่ลัคนาคือ ปุตตะ ในเรือนสิบและสิบเอ็ดกับลัคนา คือ กัมมะ และลาภะ ถ้ามีพระเคราะห์คู่ใดคู่หนึ่งประดิษฐานอยู่ตรงกับตำแหน่งแล้ว จะประเสริฐยิ่งนัก เพราะเคราะห์คู่นั้นมีอยู่ด้วยกัน 8 คู่ คือ :- พระเคราะห์ อาทิตย์(1) กับ ราหู(8) “ อาทิตย์(1) กับ อังคาร(3) “ จันทร์(2) กับ ศุกร์(6) “ จันทร์(2) กับ พุธ(4) “ อังคาร(3)กับ เสาร์(7) “ พุธ(4) กับ พฤหัสบดี(5) “ พฤหัสบดี(5)กับ ศุกร์(6) “ เสาร์ กับ ราหู(8) |
|
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

(วีระ ถาวโร)
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
ประวัติ
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2459 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ที่ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ในครอบครัวของชาวนาซึ่งมีฐานะค่อนข้างดี บิดาชื่อ นายควง สังข์สุวรรณ มารดาชื่อนางสมบุญ สังข์สุวรรณ ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวน 5 คน ดังนี้ นายวงษ์ สังข์สุวรรณ เกิดปี 2453 ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 ถึงแก่กรรมที่วัดท่าซุง เมื่อคราวมาช่วยหลวงพ่อที่วัดท่าซุง อายุ 60 ปีนางสำเภา ยาหอมทอง (สังข์สุวรรณ) เกิดปี 2457 ถึงแก่กรรมเมื่อปี 2545 อายุ 88 ปี อยู่บ้านสาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรีพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)นายเวก (หวั่น) สังข์สุวรรณ ต่อมาได้อุปสมบทเป็น พระครูพิศาลวุฒิธรรม (พระมหาเวก อักกวังโส) อยู่วัดดาวดึงษาราม กทม.เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2463 อุปสมบทที่วัดบางนมโคเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2492 เมื่ออายุได้ 26 ปี 59 พรรษา มรณภาพเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 รวมอายุ 85 ปี 3 เดือน 26 วันด.ญ. อุบล สังข์สุวรรณ ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ก่อนที่พระราชพรหมยานจะเกิดนั้น มารดาของท่านฝันว่า เห็นพระพรหมมีสีเหลืองเป็นทองคำเหมือนพระพุทธรูป นอนลอยไปในอากาศ มีเพชรประดับแพรวพราวทั้งตัว เข้าทางหัวจั่วด้านทิศเหนือ เข้ามานั่งที่ตักท่าน มารดาก็กอดไว้ แล้วก็หายเข้าไปในกาย เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ หลวงพ่อเล็ก เกสโร ซึ่งมีฐานะเป็นลุง ได้กล่าวว่า เจ้าเด็กคนนี้มาจากพรหม ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า “พรหม” และต่อมาภายหลัง คนที่จดสำมะโนครัวเขามาเปลี่ยนชื่อให้เป็น “สังเวียน” ท่านยายกับชาวบ้านเรียกว่า “เล็ก” ส่วนท่านมารดาและพี่ ๆ น้องๆ เรียกว่า “พ่อกลาง” พ.ศ. 2466 อายุ 7 ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนจบชั้นประถมปีที่ 3 พ.ศ. 2474 อายุ 15 ปี อาศัยกับท่านยายที่บ้านหน้าวัดเรไร อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ พ.ศ. 2476 อายุ 17 ปี ช่วยราชการปราบกบฏบวรเดช พ.ศ. 2478 อายุ 19 ปี เข้าทำงานเป็นเภสัชกรทหาร สังกัดกรมการแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า) อุปสมบทแก้ไข พ.ศ. 2479 อายุ 20 ปี อุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 13.00 น. ที่พัทธสีมาวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีพระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโคเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค เป็นพระอนุสาวนาจารย์ คำสั่งพระอุปัชฌาย์ ขณะเข้าบวช หลวงพ่อปาน ท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมาก ต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ (ปาน) หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า “3 องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูก เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน 2 องค์นี้พอครบ 10 พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอ ท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ (หมายถึงฉัน) จงเข้าป่าไปกับเขา แต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมาก ต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ 20 พรรษาจงออกจากสำนักเดิม เธอจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ” การศึกษาและการปฏิบัติธรรมแก้ไขพ.ศ. 2480 อายุ 21 ปี สอบได้นักธรรมชั้นตรีพ.ศ. 2481 อายุ 22 ปี สอบได้นักธรรมชั้นโทพ.ศ. 2482 อายุ 23 ปี สอบได้นักธรรมชั้นเอก ระหว่างพรรษาที่ 1 – 4 – เรียนอภิญญา- ธุดงค์ป่าช้า, ป่าศรีประจันต์, พระพุทธบาท, พระพุทธฉาย, เขาวงพระจันทร์ , เขาชอนเดื่อ, ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์, ดงพญาเย็น, ภูกระดึง, พระแท่นดงรัง ฯลฯ- ศึกษาวิปัสสนา ระหว่างปี พ.ศ. 2480-2483 ได้ศึกษาพระกัมมัฏฐาน จากครูบาอาจารย์หลายท่าน เช่น พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนนฺโท) เจ้าอาวาสวัดบางนมโค หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก, พระอาจารย์เล็ก เกสโร วัดบางนมโค พระครูรัตนาภิรมย์ (อยู่ ติสฺโส) เจ้าอาวาสวัดบ้านแพน พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) และหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ พ.ศ. 2483 อายุ 24 ปี เข้ามาจำพรรษาที่วัดช่างเหล็ก อำเภอตลิ่งชัน ธนบุรี เพื่อเรียนบาลี จากนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดอนงคารามในช่วงออกพรรษาในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทฺธสโร) อยู่วัดช่างเหล็กในช่วงเข้าพรรษา ระหว่างนี้ได้ศึกษาเพิ่มเติมกรรมฐานกับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพบพระสุปฏิปันโนอีกมาก เช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)เป็นต้น พ.ศ. 2486 อายุ 27 ปี สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคเปลี่ยนชื่อจาก “พระมหาสังเวียน” [1] เป็น “พระมหาวีระ” เพื่อไม่ให้คล้ายกับ พระมหาสำเนียง ที่อยู่วัดช่างเหล็ก ที่เดียวกัน พ.ศ. 2488 อายุ 29 ปี สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ย้ายมาอยู่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้เป็นรองเจ้าคณะ 4 วัดประยูรวงศาวาส และฝึกหัดการเป็นนักเทศน์ พ.ศ. 2492 อายุ 33 ปี จำพรรษาที่วัดลาวทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พ.ศ. 2494 อายุ 35 ปี จึงกลับไปอยู่วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโค พ.ศ. 2500 อายุ 41 ปี อาพาธหนักเข้าโรงพยาบาลกรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ. 2502 อายุ 43 ปี พักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิ์ภาวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์ ได้ลูกศิษย์รุ่นแรก 6 คน พ.ศ. 2505 อายุ 46 ปี ไปจำพรรษาที่วัดพรวน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาทเป็นเวลา 1 พรรษา พ.ศ. 2506 อายุ 47 ปี กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ภาวนาราม พอกลางเดือนมิถุนายน ก็ได้ลาพุทธภูมิ พ.ศ. 2508 อายุ 49 ปี จำพรรษาที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แล้วเริ่มไป – กลับวัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เพื่อสอนพระกรรมฐาน พ.ศ. 2510 อายุ 51 ปี ได้สอนวิชามโนมยิทธิ แล้วจึงจำพรรษาที่วัดสะพาน อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุงแก้ไข บุษบกประดิษฐานศพของพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) พ.ศ. 2511 อายุ 52 ปี ในวันที่ 25 มีนาคม จึงมาอยู่วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำบูรณะ สร้างและขยายวัด จากเดิมมีพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน 07 2/10 ตารางวา จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา มีอาคารและถาวรวัตถุต่าง ๆ จำนวน 144 รายการในวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 611,949,193 บาท สิ่งก่อสร้างทั้งในวัดและนอกวัด อาทิเช่น หอสวดมนต์, พระพุทธรูป, อาคารปฏิบัติกรรมฐาน, ศาลาการเปรียญ, วิหาร 100 เมตร, โบสถ์ใหม่, บูรณะโบสถ์เก่า, ศาลา 2 ไร่, 3 ไร่, 4 ไร่ และ 12 ไร่, หอไตร, โรงพยาบาลศูนย์แม่และเด็ก ชนบทที่ 61, พระจุฬามณี, มณฑปท้าวมหาราชทั้ง 4, พระบรมราชานุสาวรีย์ 6 พระองค์, พระชำระหนี้สงฆ์, โรงไฟฟ้า, โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา, ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ เป็นต้น ทั้งยังได้ช่วยการก่อสร้างที่วัดอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกมากมาย พ.ศ. 2520 อายุ 61 ปี ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2526 อายุ 67 ปี สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กชนบทที่ 61 และมอบให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2528 อายุ 69 ปี สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา พ.ศ. 2535 อายุ 76 ปี ได้อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2535 เวลา 16.10 น. ปัจจุบันศพของหลวงพ่อได้บรรจุไว้ในโลงแก้วบนบุษบกทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรงดงาม ณ วัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
เรียนรู้เรื่องดาว นิสัยดาวแต่ละดวง ตำนานการกำเนิดของดวงดาวแต่ละดวงใช้ประกอบการพยากรณ์ในโหราศาสตร์ คัมภีร์เฉลิมไตรภพ โดย พระราชภักดี (ช้าง) น
เรียนรู้เรื่องดาว
นิสัยดาวแต่ละดวง ตำนานการกำเนิดของดวงดาวแต่ละดวงใช้ประกอบการพยากรณ์ในโหราศาสตร์
คัมภีร์เฉลิมไตรภพ โดย พระราชภักดี (ช้าง)
เรียนรู้เรื่องดาว
นิสัยดาวแต่ละดวง ตำนานการกำเนิดของดวงดาวแต่ละดวงใช้ประกอบการพยากรณ์ในโหราศาสตร์
คัมภีร์เฉลิมไตรภพ โดย พระราชภักดี (ช้าง) พระอิศวรทรงสร้างเทวดานพเคราะห์ ๙ องค์
พระอาทิตย์ (เทวนาครี: सूर्य, สูรยะ) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง มีอำนาจเหนือกว่าเทวดานพเคราะห์ทั้งหลาย ในคติไทย พระอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นมาจากราชสีห์ 6 ตัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีแดง แล้วเสก ได้เป็นพระอาทิตย์ มีสีวรกายแดง ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และแสดงถึงสระทั้งหมดในภาษาบาลี (อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ)
พระอาทิตย์ เป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางก้าวร้าวรุนแรง นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันอาทิตย์ หรือมีพระอาทิตย์สถิตร่วมกับลัคนา มักมีอารมณ์รุนแรง ตัดสินใจไว เฉียบขาด รักอิสระ แต่ซื่อสัตย์ ตามนิทานชาติเวร พระอาทิตย์เป็นมิตรกับพระพฤหัสบดี และเป็นศัตรูกับพระอังคาร
ในโหราศาสตร์ไทย พระอาทิตย์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๑ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากราชสีห์ ๖ ตัวนี้เอง จึงทำให้มีกำลังพระเคราะห์เป็น ๖ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ก็คือปางถวายเนตร
พระจันทร์ (เทวนาครี: चंद्र) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระจันทร์ถูกสร้างขึ้นมาจากเทวธิดา (นางฟ้า) ๑๕ องค์ บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีขาวนวล แล้วเสกได้เป็นพระจันทร์ มีสีวรกายขาวนวล ทรงอาชา (ม้า) เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออก และแสดงถึงอักษรวรรค กะ (ก ข ค ฅ ฆ ง )
พระจันทร์ เป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ ให้ผลในทางนุ่มนวลอ่อนโยน นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันจันทร์ หรือมีพระจันทร์สถิตร่วมกับลัคนา มักมีอารมณ์อ่อนโยน เพ้อฝัน รวนเร (แต่อาจมีเล่ห์เหลี่ยมมาก) ตามนิทานชาติเวร พระจันทร์เป็นมิตรกับพระพุธ และเป็นศัตรูกับพระพฤหัสบดี
ในโหราศาสตร์ไทย พระจันทร์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๒ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากนางฟ้า ๑๕ องค์ จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๕ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันจันทร์ก็คือปางห้ามสมุทร
พระอังคาร (เทวนาครี: मंगल, มังคละ) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระอังคารถูกสร้างขึ้นมาจากมหิงสา (ควาย) ๘ ตัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีชมพูหม่น แล้วเสกได้เป็นพระอังคาร มีสีวรกายชมพู ทรงมหิงสาเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และแสดงถึงอักษรวรรค จะ (จ ฉ ช ฌ ญ)
พระอังคาร เป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางรุนแรงและเร่าร้อน นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันอังคาร หรือมีพระอังคารสถิตร่วมกับลัคนา มักมีอารมณ์มุทะลุ ตึงตัง ชอบใช้กำลัง ใจร้อน ตามนิทานชาติเวร พระอังคารเป็นมิตรกับพระศุกร์ และเป็นศัตรูกับพระอาทิตย์
ในโหราศาสตร์ไทย พระอังคารถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๓ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากมหิงสา ๘ ตัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๘ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันอังคารก็คือปางไสยาสน์และภายหลังมีปางลีลาเพิ่มอีกหนึ่งปาง
พระพุธ (เทวนาครี: बुध) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระพุธถูกสร้างขึ้นมาจากคชสาร (ช้าง) ๑๗ เชือก บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีเขียวใบไม้ แล้วเสกได้เป็นพระพุธ มีพระวรกายเขียว ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศใต้ และแสดงถึงอักษรวรรค ฏะ ใหญ่ (ฏ ฐ ฑ ฒ ณ)
พระพุธเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ ให้ผลในทางอ่อนโยนไพเราะ นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันพุธ หรือมีพระพุธสถิตร่วมกับลัคนา มักชอบพูดชอบเจรจา สุขุมรอบคอบ แต่ตื่นกลัวง่าย ตามนิทานชาติเวร พระพุธเป็นมิตรกับพระจันทร์ และเป็นศัตรูกับพระราหู
ในโหราศาสตร์ไทย พระพุธถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๔ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากคชสาร ๑๗ เชือก จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๗ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพุธก็คือปางอุ้มบาตร
พระพฤหัสบดี (เทวนาครี: बृहस्पति) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระพฤหัสบดีถูกสร้างขึ้นมาจากฤษี ๑๙ ตน บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีเหลืองส้ม แล้วเสกได้เป็นพระพฤหัสบดี มีสีวรกายส้มแดง ทรงมฤค (กวาง) เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันตก และแสดงถึงอักษรวรรค ปะ (บ ผ พ ภ ม) พระพฤหัสบดีจัดว่าเป็นครูของเทวดาทั้งหลาย จึงนิยมทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดี
พระพฤหัสบดีเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ ให้ผลดังเช่นนิสัยแห่งพระฤษี นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันพฤหัสบดี หรือมีพระพฤหัสบดีสถิตร่วมกับลัคนา มักทำอะไรด้วยความระมัดระวัง สุขุมรอบคอบ เมตตาปรานีต่อผู้อื่น ตามนิทานชาติเวร พระพฤหัสบดีเป็นมิตรกับพระอาทิตย์ และเป็นศัตรูกับพระจันทร์
ในโหราศาสตร์ไทย พระพฤหัสบดีถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๕ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากฤษี ๑๙ ตน จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๙ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีก็คือปางสมาธิ
พระศุกร์ (เทวนาครี: बृहस्पति) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระศุกร์ถูกสร้างขึ้นมาจากคาวี (วัว) ๒๑ ตัว (บางตำรากล่าวว่าสร้างจากเทพยาธร-ครึ่งเทพครึ่งมนุษย์) บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีฟ้าอ่อน แล้วเสกได้เป็นพระศุกร์ มีสีวรกายฟ้า ทรงคาวีเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศเหนือ และแสดงถึงเศษวรรคที่ ๒ (ส ห ฬ อ) พระศุกร์จัดเป็นครูของพวกยักษ์ ซึ่งตรงข้ามกับพระพฤหัสบดีที่เป็นครูของเทพ
พระศุกร์เป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ ให้ผลในทางอ่อนหวาน แต่ค่อนข้างไปทางใฝ่ต่ำ นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันศุกร์หรือมีพระศุกร์สถิตร่วมกับลัคนา มักมีกิริยาน่ารัก อ่อนหวาน ชอบงานศิลปะทุกประเภท ตามนิทานชาติเวร พระศุกร์เป็นมิตรกับพระอังคารและเป็นศัตรูกับพระเสาร์
ในโหราศาสตร์ไทย พระศุกร์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๖ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากคาวี ๒๑ ตัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๒๑ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันศุกร์ก็คือปางรำพึง
พระเสาร์ (เทวนาครี:शनि, ศนิ) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระเสาร์ถูกสร้างขึ้นมาจากพยัคฆ์ (เสือ) ๑๐ ตัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีดำ แล้วเสกได้เป็นพระเสาร์มีสีวรกายดำคล้ำ ทรงพยัคฆ์เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และแสดงถึงอักษรวรรค ตะ เล็ก (ต ถ ท ธ น)
พระเสาร์เป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางรุนแรง นั่นคือ ผู้ใดเกิดวันเสาร์หรือมีพระเสาร์สถิตร่วมกับลัคนา มักมีกิริยาดุดัน แข็งแรง กล้าได้กล้าเสีย บุคลิกเคร่งขรึม ตามนิทานชาติเวร พระเสาร์เป็นมิตรกับพระราหูและเป็นศัตรูกับพระศุกร์
ในโหราศาสตร์ไทย พระเสาร์ถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๗ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากพยัคฆ์ ๑๐ ตัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๐ สำหรับพระประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันเสาร์ก็คือปางนาคปรก
พระราหู (เทวนาครี: राहु) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย กำเนิดของพระราหูมีอยู่ด้วยกันสองตำนานด้วยกันคือ
๑.พระราหูถูกสร้างขึ้นมาโดยพระอิศวร หรือพระศิวะจากหัวกะโหลก ๑๒ หัว บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีทอง แล้วประพรมด้วยน้ำอัมฤตเสกได้เป็นพระราหู มีสีวรกายสีนิลออกไปทางทองแดง มีวิมานสีนิลอยู่ในอากาศ ประจำอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) และแสดงถึงเศษวรรคที่ ๑ (ย ร ล ว)
๒.พระราหูเป็นโอรสของท้าววิประจิตติและนางสิงหิกาหรือนางสิงหะรา เมื่อเกิดมามีกายเป็นยักษ์และมีหางเป็นนาค
พระราหูเป็นเทวดานพเคราะห์ประเภทบาปเคราะห์ ให้ผลในทางลุ่มหลงมัวเมา พระราหูเป็นมิตรกับพระเสาร์และเป็นศัตรูกับพระพุธอันมีเหตุตามนิทานชาติเวร
ในอดีตชาติ พระราหูได้เกิดมาเป็นน้องร่วมท้องเดียวกันกับเทวดานพเคราะห์อีก ๒ องค์ คือ พระอาทิตย์และพระจันทร์ โดยพระราหูเกิดเป็นน้องสุดท้อง ครั้งหนึ่ง พระราหูได้ร่วมทำบุญถวายพระที่มารับบิณฑบาตร่วมกับพี่ทั้ง ๒ คน พระอาทิตย์ตักบาตรในครั้งนั้นด้วยภาชนะทอง พระจันทร์ตักบาตรด้วยภาชนะเงิน ส่วนพระราหูตักบาตรด้วยภาชนะที่ทำมาจากกะลามะพร้าว
เมื่อทั้ง ๓ พี่น้องได้มาเกิดเป็นเทวดานพเคราะห์ พระอาทิตย์จึงมีรัศมีและวรรณะเปล่งปลั่งดุจทองคำ พระจันทร์มีรัศมีและวรรณะเป็นสีขาวสว่างดุจเงิน และพระราหูมีรัศมีและวรรณะเป็นสีนิลออกไปทางทองแดง (แต่ในบางตำราก็ว่ากายของพระราหูนั้นมีสีดำบ้าง สีทองบ้าง แตกต่างกันไป)
สาเหตุที่พระราหูมีกายเพียงครึ่งท่อน แก้ไข
มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่เหล่าเทวดาได้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอัมฤตนั้นมีทั้งเทวดาและยักษ์ทั้งหลายเข้าร่วมทำพิธี พระราหูได้แอบอยู่ในกลีบเมฆ เมื่อทำพิธีสำเร็จพระราหูจึงรีบลอบดื่มน้ำอัมฤตที่เกิดขึ้นนั้น พระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เห็นเข้าจึงรีบเอาความนั้นไปทูลบอกพระนารายณ์หรือพระวิษณุ พระนารายณ์ทราบจึงขว้างจักรตัดไปถูกกลางตัวพระราหูขาดกลายเป็นสองท่อน แต่ด้วยว่าน้ำอัมฤตที่พระราหูได้ดื่มนั้นไหลไปจนถึงกลางตัวพระราหูแล้วพอดี ครึ่งบนของพระราหูที่ถูกตัดออกจึงกลายเป็นอมตะ ส่วนครึ่งร่างนั้นได้กลายมาเป็นพระเคราะห์องค์ที่ ๙ แห่งเหล่าเทวดานพเคราะห์ซึ่งก็คือ พระเกตุ
จากนั้นเมื่อครั้งใดที่พระราหูได้พบเจอพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ พระราหูก็จะจับมากลืนกินด้วยความโกรธแค้นที่เทวดาทั้งสององค์นำเรื่องไปทูลพระนารายณ์ แต่อมไว้ในปากได้ไม่นานก็ต้องคายออกมาเพราะทนความร้อนและรัศมีของเทวดานพเคราะห์ทั้งสองไม่ได้ เกิดเป็นเหตุของปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคาตามคติความเชื่อของคนโบราณ
ในโหราศาสตร์ไทย พระราหูถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๘ และด้วยเหตุที่สร้างขึ้นมาจากหัวกะโหลก ๑๒ หัว จึงมีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๒
พระเกตุ (เทวนาครี: केतु) เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง ในคติไทย พระเกตุถูกสร้างจากหางของพระราหู เนื่องจากพระราหูแอบไปขโมยน้ำอมฤตที่เทวดาได้กวนไว้ดื่ม พระอินทร์โกรธจึงขว้างจักรตัดเอวพระราหู เดชะฤทธิ์น้ำอมฤต พระราหูจึงไม่ตาย และกลับไปยังวิมานเดิม หางที่ขาดนั้นเองก็กลายเป็นพระเกตุ ประจำในทิศท่ามกลาง ให้ผลเป็นกลาง ๆ ในการพยากรณ์ จึงไม่นิยมพิจารณาพระเกตุมากนัก
ในโหราศาสตร์ไทย พระเกตุถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ ๙
สร้างพระเกตุ จากพญานาค ๙ ตัว พระเกตุ จึงมีกำลัง ๙ มีนาคเป็นพาหนะ
ฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ตำราโบราณการตั้งเสาเอกหรือว่าการลงเสาเอกอย่างสมัยก่อน เขานิยมกันในวันจันทร์ วันพุธหรือพฤหัสบดี เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๙ และ เดือน ๑๒
ตำราโบราณการตั้งเสาเอกหรือว่าการลงเสาเอกอย่างสมัยก่อน เขานิยมกันในวันจันทร์ วันพุธหรือพฤหัสบดี เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๙ และ เดือน ๑๒
ทิศทางของเสาเอก เขาให้ตั้งในตำแหน่งที่เป็นท้องนาคไว้เสมอ
เดือนอ้าย เดือนยี่ ตำแหน่งของท้องนาคจะอยู่ทิศอีสานหรือตะวันออกเฉียงเหนือ
ถ้าเป็นเดือน ๔ เดือน ๖ ก็จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้หรือทิศอาคเนย์
ถ้าเป็นเดือน ๙ ก็จะเป็นทิศหรดีหรือตะวันตกเฉียงใต้
ถ้าเป็นเดือน ๑๒ ก็จะเป็นทิศพายัพ หรือตะวันตกเฉียงเหนือ
เสาโทจะอยู่ทางขวามือของเสาเอกเสมอ (เมื่อเรายืนหันหน้าเข้าหาเสา)
เสาเอกนอกจากผูกผ้าสีแล้วให้มีผ้าขาวม้า แต่ถ้าเสาโทนอกจากผูกผ้าสีแล้ว ให้ใช้ผ้าอื่นที่ลักษณะเหมือนกับผ้าสไบก็ได้ผูกเอาไว้แทน จะได้แยกชัดเจนว่านี่เสาผู้ชายเป็นพ่อบ้าน นี่เสาผู้หญิงเป็นแม่บ้าน
ดูดวงไพ่ยิปซีทางโทรศัพท์
การรู้จักตัวตน

การรู้จักตัวตน
มีคนจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักตนเอง
ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม?
เกิดมาแล้วต้องทำอะไรบ้าง?
และสิ่งที่ต้องทำนั้น จะทำได้ขนาดไหนดีมากหรือกลาง ๆ
สามารถทำให้ตนเองร่ำรวยได้ขนาดไหน?
สามารถหาคู่ให้ดี เหมือนคนนั้นคนนี้ไหม?
จะมีการมีงานทำได้ระดับใด?
สามารถประสบความสำเร็จไหม?
บางรายร้ายกว่านั้น
ยังไม่รู้แม้กระทั่งนิสสัยใจคอของตนเอง
ฮา…นี่กระมังจึงทำให้อาชีพหมอดูเฟื่องฟู?

การได้ผัวได้เมีย

การได้ผัวได้เมีย
สมัยก่อนพ่อแม่จัดหาให้
สมัยนี้จัดหากันเอง
ชายเลือกหญิงที่จะมาเป็นเมีย
หญิงเลือกชายที่จะมาเป็นผัว
สมัครใจกัน ไม่มีใครบังคับใคร
ต่างคนสมัครใจจะเป็นผัวเป็นเมีย
การได้ผัวได้เมีย อันเกิดจากความประมาทมีบ้าง แต่ไม่มาก
บางรายเต็มใจจะประมาทเลินเล่อ
บางรายแกล้งประมาท
หลายรายถูกหลอก แต่ก็เต็มใจให้หลอก
แต่จะเป็นประการใด ๆ ภายหลัง
หมอดูนั่นแหละจะเป็นคนปวดหัว…

อันที่จริงเรื่องการเดินทาง ในวิชาการโหราศาสตร์เขามีข้อจำกัดไว้ว่า ถ้าพระอาทิตย์ ๑ จรมาทับลัคนา หรือเล็งลัคนาเมื่อใด เมื่อนั้นจะมีการเดินทางเกิดขึ้น

อันที่จริงเรื่องการเดินทาง ในวิชาการโหราศาสตร์เขามีข้อจำกัดไว้ว่า ถ้าพระอาทิตย์ ๑ จรมาทับลัคนา หรือเล็งลัคนาเมื่อใด เมื่อนั้นจะมีการเดินทางเกิดขึ้น อย่างในขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ พระอาทิตย์ ๑ โคจรเข้าราศีเมษซึ่งเป็นราศีธาตุไฟชั้นหนึ่งเกือบกลางราศี
ดังนั้นคนราศีเมษ กับคนราศีตุลย์ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ที่ถูกอาทิตย์ ๑ ทับและเล็งจะต้องมีการเดินทางไกลบ้างใกล้บ้างในระหว่างนี้แน่นอน คนราศีอื่นก็มีบ้างแต่ไม่เท่าคน 2 ราศีดังกล่าว ยิ่งถ้าเป็นอาทิตย์ ๑ เป็นกาลีจรทางทักษา ยิ่งจะมีแรงกระตุ้นต่อมความร้อนที่อยู่ได้มากขึ้น
ในมุมมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่มุมมองเดียวกับคนที่เรียนโหราศาสตร์ การเดินทางก็คือการเดินทาง คือการต้องออกจากบ้านที่เคยอยู่ชั่วคราวไปที่อื่น บางรายรับแรงเอื้อมจากอาทิตย์ ๑ ไม่แรง ก็แค่อยู่ไม่ติดบ้าน ชอบไปโน่นไปนี่ ไปดูหนังฟังเพลง ช้อบปิ้ง แล้วกลับบ้าน เช้าขึ้นมาก็หาเรื่องหรือหาเหตุออกจากบ้านใหม่จนไม่มีที่จะไปหรือเงินในกระเป๋าหมดจึงหยุด
ผมจึงมองว่าการเดินทางมีความแตกต่างหลากหลายเหลือคณานับ เช่นไปเยี่ยมญาติ ไปทวงหนี้ เดินทางกลับบ้านไปรับมรดก หรือเดินทางไปรับตำแหน่งงาน แบบนี้ถือว่าไปดี ถ้าตำแหน่งงานนั้นเป็นตำแหน่งที่ดีกว่าตำแหน่งเดิม การเดินทางแบบนี้พฤหัสบดี ๕จร ต้องดีด้วย
ถ้าแย่กว่าเดิม เช่นเดินทางไปรับตำแหน่ง 3 จังหวัดภาคใต้ ถึงตำแหน่งดีกว่าเดิม แต่เสี่ยงตายสูง อาจไปชนกับระเบิดตายก็เป็นได้ หรือไปในที่ ๆ เราไม่ต้องการไป ถือว่าเป็นการเดินทางไปไม่ดี การเดินทางเช่นนี้โดยมาก พฤหัสบดี ๕ จรไม่ดีกับลัคนา หรือเป็นกาลีจร หรือมีเสาร์ ๗ หรือราหู ๘ จรมาทับลัคน์เล็งลัคน์
การเดินทางอีกประเภทหนึ่ง คือไปเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ ไม่ค่อยมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน เรียกว่าค่ำไหนนอนนั่น นึกอยากจะอยู่ ๆ นึกอยากจะไป ๆ ที่ไหนชอบอยู่นานหน่อย ไม่ชอบก็อยู่สั้นหน่อย การเดินทางลักษณะนี้คล้ายการท่องเที่ยว ต่างกันอยู่นิดหนึ่ง ที่ถ้าเป็นการท่องเที่ยวจริง เขาจะไปที่ ๆ เขาชอบและอยากจะไป ทั้งยังวางโปรแกรมไว้แน่นอน จองตั๋วเดินทางจองที่พักไว้เรียบร้อย
แต่การเดินทางของคนที่มีลัคนาสถิตราศีเมษ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 18 เมษายนที่ผ่าน ถ้าจะจัดเข้ากลุ่มเดินทาง น่าจะอยู่ในกลุ่มร่อนเร่พเนจรได้ทีเดียว

คำอวยพร เป็นคำที่เป็นมงคลแก่คนพูดหรือคนให้และเป็นมงคลแก่คนฟัง หรือผู้ที่ได้รับคำอวยพร

คำอวยพร
เป็นคำที่เป็นมงคลแก่คนพูดหรือคนให้
และเป็นมงคลแก่คนฟัง หรือผู้ที่ได้รับคำอวยพร
แต่ไม่ได้ทำให้คนที่ได้รับคำที่เป็นมงคล
เป็นไปตามคำอวยพรนั้น ๆ
หากต้องเพียรทำความจริงด้วยตนเอง
จึงจะได้รับผล…
บริการ ดูดวงทางโทรศัพท์ ทางโทรศัพท์ โหราศาสตร์ 10 ลัคนา ไพ่ยิปซี โหราศาสตร์พม่า พร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหา ทุกเรื่องทุกข์ใจ เรื่องในอนาคตที่คุณ อยากรู้คำตอบ ก่อนตัดสินใจ ความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ แต่งงาน อาชีพการงาน การเงิน ครอบครัว ลูกหลาน บริวาร โรคภัย เรื่องที่ต้องระวัง โชคลาภ ข้อดีข้อเสียในภาพรวมพื้นฐานดวงชาตา

กรรมมีอยู่ 2 กรรม กรรมเก่า(มีทั้งดีและไม่ดี) กรรมใหม่(มีทั้งดีและไม่ดี)
กรรมมีอยู่ 2 กรรม
กรรมเก่า(มีทั้งดีและไม่ดี)
กรรมใหม่(มีทั้งดีและไม่ดี)
ทั้ง 2 กรรมนี่เรามีกันทุกคน
กรรมเก่ามีมาก่อนเกิด

กรรมใหม่มีหลังการเกิด
ถ้ากรรมเก่าที่มีมาก่อนเกิด
มีดีมากกว่าไม่ดี ก็เสวยสุข
ถ้ามีไม่ดีมากกว่าดี ก็เสวยทุกข์
จะให้พ้นทุกข์ต้องสร้างกรรมดี
ให้มากกว่ากรรมไม่ดี
คนที่ทำกรรมดีไว้มาก
ไม่ว่าก่อนเกิดหรือหลังเกิด
ย่อมได้เสวยสุขอย่างแน่นอน
บริการ ดูดวงทางโทรศัพท์ ทางโทรศัพท์ โหราศาสตร์ 10 ลัคนา ไพ่ยิปซี โหราศาสตร์พม่า พร้อมให้คำปรึกษาทุกปัญหา ทุกเรื่องทุกข์ใจ เรื่องในอนาคตที่คุณ อยากรู้คำตอบ ก่อนตัดสินใจ ความรัก คู่ครอง เนื้อคู่ แต่งงาน อาชีพการงาน การเงิน ครอบครัว ลูกหลาน บริวาร โรคภัย เรื่องที่ต้องระวัง โชคลาภ ข้อดีข้อเสียในภาพรวมพื้นฐานดวงชาตา







































































































